Ads 468x60px

.

Sample Text

Sample text

Introduction

Social Icons

Blogroll

About

Blogger templates

Blogger news

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรือหลวงแม่กลอง เรือรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดลำหนึ่งของไทย

HTMS Mae Klong
เรือหลวงแม่กลอง
    เรือลำนี้คือเครื่องแสดงความยิ่งใหญ่ทางทะเลของชาวไทยที่ไม่น้อยหน้าชาติยุโรปหรือสหรัฐ ถึงแม้ว่าเรือลำนี้จะไม่ใหญ่ที่สุด หรือ มีอาวุธที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นเรือที่ทำให้คนไทย มีเรือรบที่ทันสมัยได้ใช้กัน สามารถนำไปอวดอ้างชาติอื่นๆ ในเวทีโลกได้ และที่สำคัญเรือหลวงแม่กลองลำนี้ คือ เรือที่อยู่คู่กับราชนาวีไทยมาแสนยาวนาน จนยากที่จะตัดขาดออกจากกันได้ จริงๆ มาทำความรู้จักกับเรือรบลำนี้กัน
     เรือหลวงแม่กลอง ( HTMS Mae Klong ) เป็น เรือสลูป (Sloop) ที่มีขีดความสามารถในการรบบนผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำและต่อสู้อากาศยาน เรือลำนี้ยังเป็นเรือครู หรือ เรือฝึกของทหารเรือไทย นอกจากนี้ยัง เป็นเรือธงลำแรกของกองทัพเรือไทยอีกด้วย
หมายเลขประจำเรือคือ 414
    
    เรือหลวงแม่กลองเป็นเรือรบที่มีอายุประจำการยาวนานที่สุดของราชนาวีไทย ด้วยเวลายาวนานถึง 20 ปี และเป็นที่ 2 ของโลก รองจากเรือ "กัวยาจันโต้" เรือปืนของเม็กซิโก
     เรือหลวงแม่กลอง ได้ลงนามในสัญญาสั่งต่อเรือหลวงกับญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1935 ที่อู่ต่อเรืออูรางา เมืองโอโกสุกะ ประเทศญี่ปุ่น และได้รับการประจำการเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 1936  เรือได้รับพระราชทานนามว่า "เรือหลวงแม่กลอง" ตามชื่อแม่น้ำสายสำคัญของชาติสายหนึ่ง ที่มาสิ้นสุดยังจังหวัดสมุทรสาคราม 
     เรือหลวงแม่กลอง เคยได้มีโอกาสไปแสดงแสนยานุภาพ หรือที่ศัพท์ทางทหารเรือจะเรียกกันว่า "อวดธง" ยังประเทศต่างๆ หลายประเทศ และยังได้ปฏิบัติภารกิจที่สำคัญอีกมากมาย    
      ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือหลวงแม่กลอง ได้ออกลาดตระเวนอาณาเขตน่านน้ำไทย เพื่อป้องกันอ่าวไทย จนกระทั่งสงครามยุติ
     เรือหลวงแม่กลอง ได้รับหน้าที่ภายใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาทหลายครั้ง เช่น
     เป็นเรือพระที่นั่งส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และพระอนุชาธิราช จากท่าราชวรดิษฐ์ไปยังเรือซีแลนเดีย ที่เกาะสีชัง เมื่อเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่เมืองโลชานน์ สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1938  
     เป็นเรืออัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 7 จากปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังท่าราชวรดิษฐ์ ในปี 1949
     เป็นเรือพระที่นั่งรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ละสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เพื่อนิวัติสู่พระนคร ในปี 1951
     เป็นเรือพระที่นั่งพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการเสด็จฯ ตรวจพลสวนสนามทางเรือ เพื่อทอดพระเนตรการยกพลขึ้นบกที่หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ในปี 1954
     นอกจาก ภารกิจรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาทแล้ว เรือหลวงแม่กลอง ยังได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างอื่นด้วยเช่น เป็นเรือออกลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อยตามเขตแนวชายแดน ประเทศกัมพูชาในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สู้รบครั้งสำคัญๆ และเรือยังถูกใช้เป็น เรือยิงสลุต เพื่อรับรองบุคคลสำคัญด้วย
      ปัจจุบัน เรือหลวงแม่กลอง ได้ถูกปลดประจำการลงหลังจากใช้งานมานานกว่า 20 ปี จึงเห็นสมควรที่จะปลดประจำการ เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 1996 ตามพระประสงค์ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำริว่า "กองทัพเรือควรจะอนุรักษ์เรือรบเก่าไว้" ในที่สุดเรือก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้ โดยปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิทธภัณฑ์กลางแจ้ง ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ จังหวัดสมุทรปรากร นอกจากจะจัดขึ้นเพื่อตามพระประสงค์แล้ว ยังถือเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาส เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปีที่ 50 อีกด้วย
     ด้วยเหตุจาก เปลี่ยนเรือที่ปลดประจำการ ไปเป็นพิพิทธเรือรบนี้เอง เรือหลวงแม่กลอง จึงเป็นพิพิธภัณฑ์เรือรบครั้งแรกของประเทศไทย ต้องขอบคุณเรือลำนี้จริงๆ ถ้าไม่มีเรือลำนี้ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ คงอาจจะไม่เป็นเหมือนที่ได้กล่าวมาข้างต้น
      ต้องยอมรับจริงๆ เลยว่า เรือหลวงแม่กลอง นับเป็นเรือที่ใช้คุ้มค่ามากที่สุดลำหนึ่งเลยกว่าได้ ถ้าเทียบกับเรือรบแพงๆ ที่ใช้ต้นทุนสร้างสูงๆ ติดอาวุธเต็มลำ เหมือนที่ตะวันตกเขาทำกัน คงไม่ติด เพราะพวกเขามีเงินเยอะ จะสร้างแพงเท่าไหร่ ใหญ่เท่าไหร่ก็ได้ แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ไม่ใช่ประเทศที่รวยมาก จึงมีไว้เพียงเพื่อป้องกันประเทศในเบื้องต้น เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่มิตรไมตรี การที่สร้างเรือแพงๆ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่เรือเพื่อรุกรานชาติอื่นก็คงจะไม่จำเป็นนัก นี้แหละคือ คุณค่าทางวัตถุ อย่างหนึ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ สำหรับ เรือหลวงแม่กลอง ลำนี้.


ลักษณะจำเพาะ

  • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 1,400 ตัน
  • ความยาว : 85 เมตร
  • ความกว้าง : 10.5 เมตร
  • กินน้ำลึก : 3.5 เมตร
  • ความเร็วเต็มที่ : 17 น็อต (31 กม./ชม.)
  • บรรจุทหาร : ? นาย  

อาวุธประจำ เรือหลวงแม่กลอง 

    • ท่อยิงตอร์ปิโด ขนาด 55 ซม. 2 แท่น แท่นละ 2 ท่อ
    • ปืนใหญ่ขนาด 120 มม. จำนวน 4 กระบอก
    • ปืนกล 20 มม. จำนวน 2 กระบอก
     อ้างอิง







         

    วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

    Musashi เรือประจัญบานแฝดผู้น้องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา

    เรือประจัญบานมูซาชิ
    Japanese Battleship Musashi
       เรือประจัญบานมูซาชิ ถือเป็นเรือแฝดรุ่นน้องของเรือประจัญบานยะมะโตะ ที่มีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรือลำนี้ก็ได้บรรทุกอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดทางทะเลนั่นคือ ปืนใหญ่ขนาด 460 มม. เป้นจำนวนถึง 9 กระบอก เพื่อต่อกรกับทัพเรือประจัญบานสหรัฐโดยเฉพาะ เมื่อพูดถึงชื่อเสียงหลายคนคง อาจรู้จักแต่ ยะมะโตะ ว่าเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพียงลำเดียว แต่ในความเป็นจริง ยังมีเรือลำนี้เข้าเป็นหนึ่งในสถิตินี้ด้วย ด้วยความที่เป็นเรือแฝดผู้น้อง จึงทำให้ชื่อเสียงส่วนใหญ่ถูกเรือแฝดผู้พี่ครองไปหมด นี้แหละ คือ สิ่งที่น่าใจต่อการศึกษา ว่าเรือลำนี้มีอะไรดีบ้าง สำหรับเรือแฝดผู้น้องลำนี้
        เรือประจัญบานมูซาชิ ( Japanese Battleship Musashi ) คือหนึ่งในสองเรือประจัญบานชั้นยะมะโตะ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ด้วยการที่เรือมูซาชิอยู่ในยะมะโตะ จึงได้เครดิตร่วมว่า เป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดและทรงอานุภาพมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
         เรือได้ต่อขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 1938 ที่อู่ต่อเรือมิตซูบิชิ ในจังหวัดนางาซากิ ต่อหลัง เรือประจัญบานยะมะโตะ ประมาณ 4 เดือน และสร้างเสร็จในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1940 และได้รับคำสั่งปฏิบัติการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1942  มูซาชิ นอกจากจะติดอาวุธอานุภาพสูงเหมือน ยะมะโตะ แล้ว ยังประกอบด้วยเครื่องบินสะเทินน้ำ ประมาณ 6-7 ลำ เพื่อใช้ลาดตระเวณอีกด้วย
    
    มูซาชิ กับ ยะมะโตะ
         คำว่า มูซาชิ มาจากชื่อ จังหวัดมูซาชิ ซึ่งเป็นจังหวัดโบราณของญี่ปุ่น ในปัจจุบันจังหวัดนี้ ประกอบด้วย โตเกียว จังหวัดไซตะมะ และ จังหวัดคะนะงะวะ 
         ในกลางปี 1942 มูซาชิ ได้รับแต่งตั้งเป็นเรือธง ประจำกองเรือผสม
    โดยมี พลเรือเอก อิโซะโระกุ ยะมะโมะโตะ  เป็นผู้บัญชาการเรือ ต่อจากนั้นในปี 1943 เรือได้ย้ายไปประจำการที่ทรูก ( Truk ) โดยระหว่างประจำการที่นั่น กองเรือมูซาชิ ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการหลบหลีกการตรวจจับของกองเรือสหรัฐก็ได้มีการปะทะกับทัพเรือสหรัฐ และฝ่าวงล้อมกันหลายครั้ง
         หลังจากนั้น มูซาชิ ได้ถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในการถ่ายโอนกองกำลังทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ ระหว่างญี่ปุ่นและตามหมู่เกาะต่างๆ ที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองมาได้ อยู่หลายครั้งในปี 1944
          มูซาชิซึ่ง ได้เข้าร่วมยุทธนาวีอ่าวเลย์เต ร่วมกับเรือประจัญบานยะมะโตะ ซึ่งถือว่าเป็นยุทธนาวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามทางทะเล ยุทธนาวีครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นบริเวณทะเลฟิลิปินส์ ในวันที่ 23 -26 ตุลาคม 1944 ซึ่งในตอนนั้นเอง มูซาชิ เพิ่งได้รับการทาสีใหม่ จึงเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของฝั่งศัตรู ศึกครั้งนี้ ญี่ปุ่นครองกำลังเรือรบประมาณ 70 ลำ และเครื่องบินกว่า 300 ลำ ส่วนฝั่งพันธมิตร ( สหรัฐและออสเตรเลีย ) ถือว่าได้เปรียบกว่ามาก ด้วยเรือรบมากถึง 300 ลำและเครื่องบินอีกกว่า 1,500 ลำ
    มูซาชิ ขณะถูกเครื่องบินจากสหรัฐ ถล่มเข้าใส่
           ในเวลา 13.31 น. มูซาชิ ได้ตกเป็นเป้ายิงของ เครื่องบินรบ รวมถึงเรือดำน้ำ โดยเครื่องบินรบจำนวน 29 ลำ จากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เอสเซ็กส์ และ ยูเอสเอส เล็กซิงตัน มูซาชิ ถูกตอปิโดร์ มากกว่า 4 ลูก ยิงเข้าใส่ตัวเรือ เป็นเหตุให้น้ำเริ่มท่วมเข้ามายังเรือ และความเร็วลดลงเหลือเพียง 20 น็อต 2 ชั่วโมงต่อมา มูซาชิ ก็ถูกเครื่องบิน เฮลไดเวอรส์ ( Helldivers ) จากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอสเอนเทอร์ไพรส์ ยิงตอร์ปิโดร์เข้าใส่ มากกว่า 3 ลูก จนเรือส่วนเสียความเร็วลง จนตอนนี้เหลือเพียง 13 น็อตแล้ว และในเวลา 15.32 น. เครื่องบินอีก 37 ลำ จากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส แฟรงคลิน และยูเอสเอส เคบ็อต ( Cabot ) จนมูซาชิ ถูกระเบิดซ้ำไปถึง 13 ลูก และตอร์ปิโดร์อีกกว่า 11 ลูก จนความเร็วตกไปเหลือที่ 6 น็อต สรุปแล้ว มูซาชิ ถูกตอร์ปิโดร์ไปทั้งหมด 19 ลูก และระเบิดอีก 17 ลูก สถานการณ์ตอนนี้ มูซาชิ เริ่มมีสัญญาณที่จะจมลงแล้ว
       ในเวลา 19.15 น. ลูกเรือทั้งหมดก็ได้เตรียมตัว ที่จะสละเรือ และเริ่มทยอยออกจากเรือไปในอีก 15 นาทีต่อมา ในเวลา 19.36 เรือมูซาชิ ก็ได้คว่ำลง และจมลงในเวลาต่อมา ที่ความลึก 1,350.3 เมตร โดย อิโนกูชิ ผู้บัญชาการเรืออีกคนของเรือ เลือกที่จะจมลงไปกับเรือ และลูกเรือจำนวน 1,376 นาย จากทั้งหมด 2,999 นาย ได้การช่วยเหลือ 
        ถึงแม้ เรือประจัญบานมูซาชิ จะยิ่งใหญ่ใกล้เคียง ยะมะโตะ ลำหนึ่ง แต่ก็นับว่า เป็นเรือที่หาภาพได้ยากมากที่สุด เพราะตอนสร้างนั้น ลับสุดยอด ภาพในอดีตของเรือจึงหาชมได้ยาก ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงได้ดีว่า เรือที่ยิ่งใหญ่ ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานตัวใด มายืนยันได้มากกว่านี้เลยว่า เรือลำนี้เป็นอย่างไร นอกจากตัวลำเรือจริงๆ ที่อยู่ใต้มหาสมุทร ลงไปกว่า 1 กม. นั่นเอง.

    ลักษณะจำเพาะ


    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 72,800 ตัน
    • ความยาว : 263 เมตร
    • ความกว้าง : 36.9 เมตร
    • กินน้ำลึก : 10.86 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 27.46 น็อต (50.86 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 2,500 นาย  


     
     
     
    บลูปริ้น มูซาชิ
     
    อาวุธประจำ มูซาชิ 
    • ปืนใหญ่ขนาด 460 มม. (18.1 นิ้ว) ชนิด 3 กระบอก จำนวน 3 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 155 มม. (6.1 นิ้ว) ชนิด 3 กระบอก จำนวน 4 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 127 มม. (5.0 นิ้ว)  12 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 25 มม. (1.5 นิ้ว)  36 กระบอก
    • ปืนกลต่อต้านอากาศยานขนาด 13.2 มม. (0.79 นิ้ว)  4 กระบอก

    อ้างอิง
     
     
     
     
     
     

     









    วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

    Yamato เรือประจัญบานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ญี่ปุ่นเคยสร้างมา

    เรือประจัญบานยะมะโตะ
    Japanese Battleship Yamato
       เรือประจัญบานยะมะโตะ คือเครื่องยืนยันความยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ไม่ได้พึ่งใคร ทั้งๆที่ ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก ภูมิประเทศญี่ปุ่นไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนา แต่คนในภูมิภาคนี้ เขาร่วมใจกันพัฒนามันขึ้นมา ถึงแม้จะมีอุปสรรคจากธรรมชาติก็ตาม นับเป็นการลบคำสบประหม่าต่อธรรมชาติได้ดีอย่างหนึ่ง และเรือประจัญบานลำนี้ก็คือ เครื่องยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ ได้เป็นอย่างดี ที่ญี่ปุ่นสามารถสร้างให้มีขนาดใหญ่กว่าเรือจากชาติตะวันตกได้ นี้จึงเป็นการลบคำสบประหม่าที่ชาวตะวันตกชอบนินทา ชาวเอเซียว่าล้าหลัง และมักตกเป็นอาณานิคมของชาวตะวันตกเสมอๆ เรือลำนี้จึงเป็นการสร้างหน้าให้กับคนญี่ปุ่น รวมถึงชาวเอเซียด้วย ว่าเราก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน ไปสัมผัสบรรยากาศเรือลำนี้กันเถอะ
    ยะมะโตะ ขณะกำลังก่อสร้างที่ท่าเรือ
         เรือประจัญบานยะมะโตะ ( Japanese battleship Yamato ) คือเรือประจัญบานชั้นยะมะโตะ ในสมัยสงครามโลกคร้ังที่ 2 ซึ่งมีเพียง 2 ลำ โดยมีเรืออีกลำหนึ่งชื่อว่า มูซาชิ ซึ่งเป็นเรือแฝดอีกลำเช่นเดียวกัน ด้วยการที่ชื่อชั้นเรือนั้นตรงกับเรือลำนี้ บวกกับขนาดที่ใหญ่กว่า มูซาชิ เล็กน้อย และรวมถึงสร้างเสร็จก่อน จึงทำให้เรือยะมะโตะ เป็นเรือแม่ของชั้นนี้
         คำว่า "ยะมะโตะ" มาจาก จังหวัดโบราณแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น จังหวัดนะระ  
         เรือยะมะโตะ และมูซาชิ คือเรือที่มีน้ำหนักมากที่สุด ใหญ่ที่สุด และมีอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่ญี่ปุ่นเคยสร้างมา และเท่าที่โลกนี้เคยมีมาด้วย แต่ทั้งคู่ก็ต้องพบจุดจบเดียวกันหมด คือถูกจมลงในสงคราม
         เรือได้รับการต่อขึ้นอย่างลับๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สายสืบของต่างชาติเข้าพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกา ความลับสุดยอดของเรือสามารถสังเกตได้จากรูปภาพของเรือลำนี้ ที่นับว่าหาดูได้ยากมาก ถึงแม้เรือจะยิ่งใหญ่แต่ภาพเกี่ยวกับเรือลำนี้นับว่าน้อยมาก เรือยะมะโตะได้ต่อขึ้นที่ อู่ทหารเรือคุเระ เมืองฮิโระชิมะ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1937  จนเสร็จในวันที่ 8 สิงหาคม 1940 และได้รับคำสั่งปฏิบัติการเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1941 ภายหลังการโจมตีเพิร์ล ฮาเบอร์ ที่ฮาวายได้ 1 อาทิตย์ โดยมี พลเรือโท มิยะซะโตะ ชุโตะกุ (Miyazato Shutoku) เป็นผู้บังคับการเรือ
          เรือประจัญบานยะมะโตะ ได้รับการออกแบบมาเพื่อเผชิญหน้ากับ กองเรือขนาดใหญ่ของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรือประจัญบานทั้งหลายที่สหรัฐมี เรือยะมะโตะจึงออกแบบด้วยการติดตั้งปืนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เรือรบเคยติดตั้งมา ด้วยขนาดลำกล้องถึง 460 มม. หรือประมาณ 18 นิ้ว เลยทีเดียว
          ตลอดปี 1942 ยะมะโตะรับหน้าที่ เป็นเรือธงแห่งกองทัพเรือผสม ญี่ปุ่น ( Japanese Combined Fleet ) มาโดยตลอด ภายใต้บัญชาการของ พลเอก อิโซะโระกุ ยะมะโมะโตะ ผู้บัญชาการกองเรือผสม ในยุทธนาวีมิดเวย์ ต่อจากนั้นในช่วงต้นปี 1943 ก็ได้เปลี่ยนให้เรือ มูซาชิ มาเป็นเรือธงแทน ส่วนยะมะโตะ ก็ได้ใช้เวลาที่เหลือ และอย่างมากในปี 1944 เพื่อแล่นบริเวณ เกาะทรุค ( Truk ) และ เกาะเคียว ( Kure )  ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือญี่ปุ่น เพื่อเข้ายับยั้งการรุกรานของสหรัฐที่เริ่มรุกเข้ามา และยะมะโตะก็ได้เข้าไปอยู่ ในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปิน ด้วย แต่ก็ได้ยกเลิกไปเมื่อมีข่าวว่า เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาเข้าโจมตีหมู่เกาะมาเรียนา จึงถอยกลับไป
          นับได้ว่าเกือบทุกๆ ยุทธนาวี ได้แก่ ยุทธนาวีทะเลฟิลิปปิน, ยุทธนาวีอ่าวเลย์เต, ยุทธนาวีทะเลซิบูยัน, ยุทธนาวีปิดฉากที่ซามาร์ และปฏิบัติการสุดท้ายของยะมะโตะ คือ ปฏิบัติการเท็งโง ยะมะโตะ ได้ใช้ปืนใหญ่หลักขนาด 460 มม. เพียงครั้งเดียวเอง คือใช้ยิงทัพสหรัฐที่บุกเข้ามายังฟิลิปปินส์ ในระหว่าง ยุทธนาวีอ่าวเลย์เต ช่วงเดือนตุลาคม 1944 เรือยะมะโตะ ทำหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นเพียงศูนย์กลางของกองเรือเพื่อการวางแผนเท่านั้นเอง
    
    ยะมะโตะขณะถูกโจมตี โดยตอร์ปิโดร์
         ในวันที่ 7 เมษายน 1945 เรือประจัญบานยะมะโตะ พร้อมกับเรือรบ 9 ลำ และเครื่องบินมากกว่า 115 ลำ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการเท็งโง ( Operation Ten-Go ) นับเป็นการเผชิญหน้ากันครั้งสุดท้ายในการปฏิบัติการทางทะเลของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกคร้ังที่ 2 กับกองกำลังเฉพาะกิจที่ 58 ของสหรัฐ ซึ่งมีกำลังทั้งเรือและเครื่องบินมากกว่าหลายเท่าของทัพเรือยะมะโตะ การศึกคร้ังนี้ ญี่ปุ่น ใกล้จนมุมแล้ว ถ้าศึกครั้งนี้ญี่ปุ่นแพ้ ก็ถือว่าเป็นจุดจบของญี่ปุ่นด้วย ญี่ปุ่นจึงใช้วิธีคามิกาเซ่ต่อกองเรือสหรัฐทั้งหมด ผลของศึกก็เป็นไปตามคาด ว่า ญี่ปุ่น ต้องแพ้ยับเยิน นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมาก 
          เวลา 12.37 เรือประจัญบานยะมะโตะเริ่มถูกโจมตีโดยทัพอากาศของสหรัฐ ที่ใช้วิธีการทิ้งตอร์ปิโดร์และทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน โดยระเบิดสามารถเข้าเป้าถึง 6 ลูก และ ตอร์ปิโดร์สามารถเข้าเป้าได้ ประมาณ 4 ถึง 7 ลูก โดยตอปิโดร์ลูกหนึ่งโดนห้องหม้อน้ำ ซึ่งใกล้กับห้องเครื่องพอดี ส่วนลูกอื่นๆ ก็โดนรอบๆ เรือ จนในที่สุดเรือก็เอียง และในเวลา 14.23 เรือ ยะมะโตะก็ระเบิดลงในที่สุด เกิดเป็นควันรูปเห็ดสูงถึง 6 กม. ( ตามภาพ ) และ สามารถมองออกไปได้ไกลกว่า 160 กม. มีผู้เสียชีวิตประมาณการได้ที่ 2,055 นาย จากทั้งหมด 2,332 นาย นับรวมถึงผู้บัญชาการเรือยะมะโตะในครั้งนี้ เซอิชิ อิโตะ ( Seiichi Itō ) ด้วย
          ถึงแม้เรือยะมะโตะ จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน เมื่อพูดถึงขนาดและอาวุธที่ติดตั้งบนเรือ นับเป็นที่ 1 ของโลก แต่ก็ไม่สามารถหนีชะตาการสิ้นสุดลงได้ เรือยะมะโตะที่ยิ่งใหญ่แต่ก็ไม่ได้ใช้งานให้เต็มที่มากนัก เพราะผู้บัญชาการเรือ กลัวว่าเรือจะเสียหาย กลัวจะไม่ได้ชัยชนะสมชื่อ เรือหลวง ( เรือประจัญบานส่วนใหญ่มักได้รับชัย ) ด้วยเหตุนี้เอง เรือยะมะโตะจึงหลีกเลี่ยงสงครามอยู่บ่อยครั้ง การติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 460 มม. เพื่อต่อกรกับเรือประจัญบานของสหรัฐ จึงดูไร้ค่าลงทันที แถมการจมของเรือก็นับว่าไม่สวยเอาเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรือประจัญบานยะมะโตะ ก็ยังถือว่า เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นในตอนที่เรือยังอยู่ และเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในตอนที่เสียเรือไป นี้แหละคือ สุดยอดเรือของญี่ปุ่น ไม่สามารถหาเรือลำไหนๆ ที่ญี่ปุ่นเคยมี มาเปรียบกับเรือลำนี้ได้เลย.


    ลักษณะจำเพาะ



    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 71,659 ตัน
    • ความยาว : 263 เมตร
    • ความกว้าง : 38.9 เมตร
    • กินน้ำลึก : 11 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 27 น็อต (50 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 2,500 - 2,800 นาย  




    บลูปริ้น ยะมะโตะ
    อาวุธประจำ ยะมะโตะ 
    • ปืนใหญ่ขนาด 460 มม. (18.1 นิ้ว) ชนิด 3 กระบอก จำนวน 3 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 155 มม. (6.1 นิ้ว) ชนิด 4 กระบอก จำนวน 3 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 127 มม. (5.0 นิ้ว)  24 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 25 มม. (1.5 นิ้ว)  162 กระบอก
    • ปืนกลต่อต้านอากาศยานขนาด 13.2 มม. (0.79 นิ้ว)  4 กระบอก

    อ้างอิง
     
     
     
     
     

     



          








    วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

    HMS Dreadnought เรือผู้เปลี่ยนตำนานการต่อเรือยุคใหม่

    เอชเอ็มเอส เดรดนอท (1906)
    HMS Dreadnought (1906)
      เรือรบลำนี้ คือ เรือที่ทำให้โลกแห่งทะเลต้องเปลี่ยนไป เพราะเรือลำนี้ คือต้นแบบของการต่อเรือสมัยใหม่ ที่อังกฤษสามารถต่อได้เป็นชาติแรก ซึ่งในขณะนั้นเอง อังกฤษกับเยอรมัน กำลังแข่งขันศักยภาพทางทะเลกันค่อนข้าง ดุเดือดมาก จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น การใช้อาวุธที่ทันสมัย ทั้ง ปืน รถถัง เครื่องบิน เรือเหาะ รวมถึง เรือ ก็เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อสงคราม คำว่า "เดรดนอท" จึงกล่าวได้ว่า เป็นเรือที่ไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะสามารถทำให้ยุคสมัยของเรือเปลี่ยนไปได้ และกลายเป็นเรือสมัยใหม่ขึ้นมา ไปทำความรู้เรือลำนี้กันเถอะ
         เอชเอ็มเอส เดรดนอท ( HMS Dreadnought ) คือ เรือประจัญบานแห่งกองทัพเรือหลวงอังกฤษ และเป็นเรือผู้บุกเบิกเทคโนโลยีการต่อเรือสมัยใหม่ ซึ่งอังกฤษก็สามารถทำสำเร็จได้เป็นเจ้าแรก และชื่อ    "เดรดนอท" นี้ ก็ยังกลายเป็น นามทั่วไปของเรือรบสมัยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 อีกด้วย จึงนับเป็นเกียรติอย่างหนึ่งของเรือลำนี้อีกด้วย 
    เอชเอ็มเอส เดรดนอท พร้อมกับกองเรือ

         เอชเอ็มเอส เดรดเนาท์ ได้ถูกจัดให้อยู่ในช่วงแรกๆ หรือ ช่วงก่อนยุคเดรดนอท ( Pre-dreadnoughts ) และเดรดนอท ยังเป็นเรือเพียงลำเดียวของเรือชั้นนี้ ที่สร้างเสร็จ
         ลักษณะของเรือ เดรดนอท นั้นแตกต่างจากเรือก่อนหน้านี้ ตรงที่ ส่วนดาดฟ้าเรือ จะไม่มีเสาใบเรือ เหมือนกับเรือสำเภาพลังไอน้ำแบบอดีต รวมถึงการใช้อาวุธที่มีขนาดใหญ่กว่าอดีต อย่างเช่น ปืนใหญ่ ก็ได้ปรับโฉมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ( Superfiring ) แต่ปริมาณน้อยลง ตามด้านหน้าเรือและท้ายเรือ ส่วนในอดีต ที่ปืนใหญ่ขนาดเล็ก แต่เน้นที่ปริมาณจำนวนกระบอก ตามลำเรือ ซ้าย-ขวา นี่จึงเป็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด สรุปง่ายๆ ก็คือ การเปลี่ยนเรือจาก สำเภา เป็น เรือเหล็ก นั่นเอง
          เอชเอ็มเอส เดรดนอท ได้ต่อขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 1905 โดยบริษัท เอชเอ็ม ดอร์คยาร์ด ( HM Dockyard ) ที่ พอร์ตสมัท มีผู้บัญชาการเรืออังกฤษในสมัยนั้น นามว่า จอห์น ฟิซเชอร์ ( John Fisher ) ผู้ซึ่งปลี่ยนแปลงทุกอย่างทางน้ำของอังกฤษ ที่เปลี่ยนจาก ไม้ เป็น เหล็ก ชื่อของเขา ได้รับเครดิตเป็นหนึ่งในผู้สร้างเรือ เดรด   นอท ด้วย ชาวอังกฤษถึงกับยกย่องเขาว่าเป็น " บิดาแห่งเดรดนอท " ( father of the Dreadnought ) เลยทีเดียว โดยเขาเป็นผู้ สั่งให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ ที่จะสร้างเรือประจัญบาน โดยที่ใช้ปืนใหญ่เพียงไม่กี่กระบอก แต่มีลำกล้องที่มีขนาดใหญ่ถึง 12 นิ้ว ( 305 มม. ) และสามารถแล่นได้ด้วยความเร็วสูงสุด 21 น็อต เขาจึงเริ่ม จัดตั้ง คณะทำงานด้านการออกแบบขึ้น โดยมีจุดประสงค์ เพื่อหาทางเลือกในการสร้างเรือใหม่ๆ และเมื่อได้รับคัดเลือกก็เข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบอย่างละเอียด ทั้งภายในและภายนอก แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่รัฐให้ ไม่มากนัก จึงทำให้เขาและทีมงาน ไม่ได้หารือปรึกษากับ ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการ ก่อนที่จะไปออกแบบเรือของพวกเขาเลย ที่ เรือสร้างเสร็จ ก็มาจากการออกแบบโดยคณะทำงานของเขาเอง ในที่สุดแผนที่วางไว้สำหรับเรือแห่งอนาคตก็สำเร็จ กลายเป็นเรือ เดรด       นอท ขึ้น ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1906 นับได้ว่าใช้เวลาต่อเร็วมากเพียงปีเดียวเอง กับสิ่งแรกที่ไม่เคยทำมาก่อน
         เอชเอ็มเอส เดรดนอท คือ เรือประจัญบานลำแรกในยุคนี้ที่มีอาวุธหลักด้านหน้า คือ ปืนใหญ่หลัก นั่นเอง ( Main battery ) และยังเป็นเรือหลวงลำแรกที่เคลื่อนที่ด้วยกังหันไอน้ำอีกด้วย กลายเป็นเรือที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกในสมัยนั้นอีกด้วย
         เอชเอ็มเอส เดรดนอท ไม่ได้มีส่วนร่วมในยุทธนาวีจุ๊ตแลนด์ ปี 1916 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยในขณะนั้น เรือกำลังเข้ารับการปรับปรุงอยู่ ในสงครามครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการนำเรือประเภทเดรดนอท มาใช้ในสงคราม ระหว่างกองทัพเรือเยอรมัน และ กองทัพเรืออังกฤษ นับเป็นการปะทะกันเต็มรูปแบบของเรือประจัญบานทั้ง 2 ประเทศ ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุทธนาวี โดยอังกฤษมีเรือรบถึง 151 ลำ และเยอรมันมีเรือรบ 99 ลำ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เอชเอ็มเอสเดรดนอท ก็เป็นเรือประจัญบานเพียงลำเดียวที่เคยจมเรือดำน้ำของเยอรมันได้ ชื่อว่า เอสเอ็ม อู-29 ( SM U-29 ) และเรือดำน้ำลำนี้ ก็กลายเป็นเรือดำน้ำที่ถูกตีหน้าว่า เป็นเรือดำน้ำเพียงลำเดียวที่ถูกจมโดยเรือประจัญบานด้วย
          หลังจากสงครามยุติ เรือก็ถูกลดชั้นลงไปเป็นเรือประจำในหน่วยป้องกันชายฝั่ง ( Coastal defence  ) ณ ช่องแคบอังกฤษ ในปี 1918 ต่อจากนั้น เอสเอ็มเอส เดรดนอท ก็ได้ลดชั้นลงเรื่อยๆ จนได้ไปประจำในกำลังสำรอง ในเดือนกุมภาพันธ์ 1919 เรือก็ได้รับการปลดประจำการลง และในที่สุดชะตาของเรือลำนี้ก็คงไม่พ้น การขายเป็นเศษเหล็ก เป็นการปิดฉาก เรือผู้เปลี่ยนตำนานการต่อเรือยุคใหม่.

    ลักษณะจำเพาะ

    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 18,410 ตัน
    • ความยาว : 160.6 เมตร
    • ความกว้าง : 25 เมตร
    • กินน้ำลึก : 9 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 21 น็อต (39 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 700-810 นาย  

    
     
     
    บลูปริ้น เอชเอ็มเอส เดรดนอท

    อาวุธประจำ เดรดนอท

    • ปืนใหญ่ขนาด 304.8 มม. ( 12 นิ้ว ) ชนิดคู่ จำนวน 5 ฐานยิง
    • ปืนต่อต้านเรือยิงตอปิโดร์ QF 12 จำนวน 27 กระบอก
    • ท่อยิงตอปิโดร์ ขนาด 18 นิ้ว จำนวน 5 ท่อ

    อ้างอิง

     











    วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

    HMS Vanguard เรือรบที่มีค่าที่สุดของอังกฤษ

    เอชเอ็มเอส แวนการ์ด (23)
    HMS Vanguard (23)
         เรือลำนี้ คือเรือที่มีราคาที่สุดในอังกฤษ ที่กล่าวว่ามีราคานั้น ไม่ได้หมายถึงมูลค่าทรัพย์สินอย่างเดียว แต่มันรวมถึง ขนาดที่ใหญ่ที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุด วิ่งเร็วที่สุด และราคาแพงที่สุดของกองทัพอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ยังเป็นเรือประจัญบานลำสุดท้ายของอังกฤษอีกด้วย นี้แหละคือ ความมีค่าอย่างแท้จริงของอังกฤษ ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นเจ้าของเกือบทุกสถิติของกองทัพเรืออังกฤษ เลยก็ว่าได้ ไปรับชมเรือลำนี้ กันเถอะ
         เอชเอ็มเอส แวนการ์ด ( HMS Vanguard ) คือ เรือประจัญบานแห่งกองทัพเรืออังกฤษ ซึ่งเป็นเรือเพียงลำเดียวในชั้น แวนการ์ด ที่สร้างสำเร็จ นอกจากนี้ แวนการ์ด ยังเป็นเจ้าของสถิติ เรือที่ใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นเรือประจัญลำสุดท้ายแห่งทัพเรืออังกฤษ และเป็นเรือประจัญบานลำสุดท้ายของโลกที่สร้างเสร็จ อีกด้วย
    แวนการ์ด ขณะเทียบท่า
        เรือได้รับการต่อขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1941 โดยบริษัทจอห์นบาวน์แอนด์คอมพานี และบริษัทไคลด์แบงค์ ของสกอตแลนด์  เรือได้ถูกออกแบบมาก่อน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว เนื่องจากการคาดการณ์ของทางฝั่งอังกฤษ ที่คิดว่าเยอรมันกับญี่ปุ่นต้องก่อสงครามขึ้นแน่ ด้วยสาเหตุการต่อเรือที่ลำใหญ่กันมาก ในทศวรรษที่ 1940 โดยอังกฤษใช้ชื่อ ชั้นเรือที่ออกแบบนี้ว่า ชั้นไลออน ซึ่งต้องการทำให้ได้ 6 ลำ และต้องเสร็จก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ต้องยกเลิกไปหมด จึงเป็นผลส่งมายังเรือลำนี้ ทำให้เรือลำนี้สร้างเสร็จ แต่ก็เสร็จเมื่อตอนเข้าปลายสงครามพอดี คือ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 1944 ถึงอย่างไรก็ตาม ที่สร้างเสร็จได้ก็เพราะยังมีชิ้นส่วนที่เหลือค้างอยู่ในโกดัง รวมถึงยังมีอาวุธที่สามารถติดตั้งกับเรือลำนี้ได้อยู่ พอที่จะทำได้ แต่ก็สร้างแบบหยุดๆ ไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากสงครามโลก ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบเรือลำนี้ก็ได้เปลี่ยนแบบหลายครั้งหลายครา จนมาลงตัวกับเรือลำนี้ กลายเป็นเรือที่ใช้งบสร้างสูงถึง £11,530,503 (ในสมัยนั้น) หรือประมาณ 576,525,150 บาท เลยทีเดียว ส่วนคำปฏิบัติงาน ก็เป็นช่วงหลังสงครามแล้ว คือในวันที่ 12 พฤษภาคม 1946
         แวนการ์ด ได้เข้าร่วมภารกิจแรก ด้วยการทดสอบทางทะเล ( Sea trial ) ในช่วงสุดท้ายของปี 1946 ในปีถัดมา ก็ได้เป็นเรือที่ พระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งอังกฤษและครอบครัว ใช้เป็นที่ประทับ เพื่อเสด็จไปประพาสที่ แอฟริกาใต้ และขณะเรืออยู่ที่นั่นก็ได้ปรับปรุงเล็กน้อย จนต่อมาเรือได้รับคัดเลือก ให้เป็นเรือที่ประทับ เพื่อเสด็จไปประพาสยังออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ในปี 1948 แต่ก็ได้ถูกยกเลิกไป เนื่องจากสุขภาพของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ไม่ค่อยดี
         ในช่วงต้นปี 1949 แวนการ์ดได้เป็นเรือธง ประจำกองเรือเมดิเตอร์เรเนียน หลังจากนั้นก็ได้กลับไปซ่อมแซมที่อังกฤษ ในช่วงกลางปี 1949 และต่อมาก็ได้กลายเป็นเรือธงประจำกองเรือ โฮมฟรีต ( Home Fleet ) แห่งกองเรือหลวงอังกฤษ ซึ่งเป็นกองเรือฝึก ตลอดการใช้งานของเรือลำนี้ แวนการ์ดได้รับหน้าที่ เป็นเรือธงเสมอ 
         ในช่วงกลางปี 1950 แวนการ์ด ได้เป็นหนึ่งในเรือที่ใช้ฝึกร่วมแห่งกองกำลัง นาโต้ ( NATO ) ในปี 1953 เรือได้เป็นเรือที่ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เข้าเยี่ยมชม ตามประเพณีอังกฤษ ที่เรียกว่า Fleet Review นับว่าเป็นการจัดขึ้น เป็นครั้งแรกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 
         แวนการ์ด ได้ปลดประจำการลง ในวันที่ 7 มิถุนายน 1960 และในปีเดียวกันนี้เอง เรือก็ได้ถูกชำแหละลงไป ส่วนเศษเหล็กที่เหลือก็ถูกขายออกไป เป็นการปิดตำนานเรือประจัญบานลำสุดท้ายที่สร้างเสร็จ รวมถึงเป็นการปิดตำนานเรือที่มีค่ามากที่สุดแห่งอังกฤษ.  



    ลักษณะจำเพาะ

    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 44,200 ตัน
    • ความยาว : 248.2 เมตร
    • ความกว้าง : 32.9 เมตร
    • กินน้ำลึก : 11 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 30 น็อต (56 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 1,975 นาย  
     
     
    บลูปริ้น แวนการ์ด
     
     
    อาวุธประจำ แวนการ์ด 
    • ปืนใหญ่ขนาด 340 มม. (13.5 นิ้ว) ชนิด 2 กระบอก จำนวน 4 ป้อม
    • ปืนใหญ่ QF ขนาด 5.25 นิ้ว จำนวน 16 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานโบเฟอรส์ ขนาด 40 มม. ชนิด 6 กระบอก จำนวน 10 แท่นยิง
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานโบเฟอรส์ ขนาด 40 มม. ชนิด 2 กระบอก จำนวน 1 แท่นยิง
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานโบเฟอรส์ ขนาด 40 มม.  ชนิด 1 กระบอก จำนวน 11 แท่นยิง

    อ้างอิง




       
     


    วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

    HMS Hood เรือรบที่ดังที่สุดในอังกฤษ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

    เอชเอ็มเอส ฮู้ด (51)
    HMS Hood (51)
         เรือที่ชาวอังกฤษภูมิใจมากจนถึงกับตั้งฉายาให้เป็น "ฮู้ดผู้ทรงอำนาจ" ( Mighty Hood ) นี้คือเรือธงลำสำคัญของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ถึงแม้เรือจะไม่ใช้ เรือประจัญบานที่ส่วนมากมักจะได้เป็นเรือธง ส่วนเรือลำนี้เป็นเพียง เรือลาดตระเวนประจัญบาน  ( battlecruiser )  เท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามขนาดของเรือลำนี้ ก็เป็นตัวบอกได้ดีถึง ขนาดที่เทียบเท่าเรือประจัญบานเลย ด้วยเหตุนี้เอง เอชเอ็มเอส   ฮู้ด จึงเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มาดูความยิ่งใหญ่ของเรือลำนี้กันเถอะ
         เอชเอ็มเอส ฮู้ด ( HMS Hood ) คือ เรือลาดตระเวนประจัญบานลำสุดท้ายของกองทัพเรือหลวงอังกฤษและยังเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
         เรือได้ถูกสั่งให้ต่อขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1916 โดยบริษัทจอห์น บราวด์ แอนด์ คอมพานี ( John Brown & Company ) จนต่อเสร็จในวันที่ 22 สิงหาคม 1918 ใช้เวลาสร้างเพียง 2 ปี และได้รับคำสั่งปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 1920
         สำหรับ "ฮู้ด" มาจาก ผู้บัญชาการเรือคนสำคัญในสมัยสงครามปฏิวัติอเมริกัน และ สงครามปฏิวัติฝรั่งเศส นามว่า ซามูเอล ฮู้ด ( Samuel Hood )  
    เอชเอ็มเอส ฮู้ด ที่คลองปานามา ในเดือนกรกฏาคม 1924 
         เอชเอ็มเอส ฮู้ด เป็นหนึ่งใน 4 เรือลาดตระเวนประจัญบานชั้นแอดมิรอล แต่เรือชั้นนี้ก็ไม่สามารถผลิต 4 ลำตามที่วางไว้ได้ จึงมี ฮู้ด เพียงลำเดียวที่สามารถสร้างเสร็จ เพราะข้อจำกัดทางการออกแบบหลายอย่าง ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในช่วงสงครามพอดี จึงเป็นปัญหาต่อการพัฒนาเรือ จนภายหลังสงครามที่จุ๊ตแลนด์ ปี 1916 ช่วงเดียวกับ ตอนที่ขณะสร้างเรือพอดี ก็ได้มีการพัฒนาหลายส่วน จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรือลำนี้เป็นเรือเพียงชั้นเดียวที่สร้างเสร็จ
         ฮู้ด ได้เกียรติเป็นเรือธงให้กับศึกหลายครั้ง นับตั้งแต่ 1920 จนถึงครั้งสุดท้ายของเรือในปี 1939 ฮู้ด ได้ใช้เป็นเรือฝึกของเหล่าทหารเรืออังกฤษ และที่สำคัญ คือ ฮู้ด ได้รับเลือกให้แล่นรอบโลก ในระหว่างปี 1923-1924 ถึงแม้จะอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่เรือก็ได้ทำภารกิจร่วมรบ ระหว่างการเดินทางด้วย
         ฮู้ด ได้ไปประจำกองเรือเมดิเตอร์เรเนียน และได้เข้าร่วม สงครามอิตาลี-อะบิสซิเนียครั้งที่สอง ในช่วงท้ายๆของสงคราม รวมทั้งเข้าร่วมสงครามกลางเมืองสเปน  ก่อนที่จะกลับอังกฤษในปี 1939 เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม ส่งผลให้เรือ ฮู้ด มีประโยชน์ในการศึกขึ้นมาก ด้วยอาวุธใหม่ๆ แต่พอสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้ามา เรือก็ไม่ได้รับการปรับปรุงอีกเลย
    
    ภาพสุดท้าย ของฮู้ด (ถ่ายไว้บนเรือ
    ปริ๊นออฟเวลล์)
         ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเยอรมันนีประกาศสงครามกับอังกฤษ ฮู้ดก็ได้ออกปฏิบัติการบริเวณรอบเกาะไอซ์แลนด์ ต่อจากนั้น ฮู้ด ก็ได้ใช้เวลาหลายเดือนในการปิดทะเลนอร์วีเจียน เพื่อสกัดกองเรือทั้งหมดของเยอรมันนี รวมถึงเข้าปิดล้อมการคมนาคมทางน้ำของเยอรมันนี หลังจากนั้น ฮู้ด ก็ได้เป็นเรือธงของ กองกำลัง ฟอร์ซ เอช ( Force H ) และได้มีส่วนร่วมในการปฎิบัติการโจมตีทัพเรือวีชีฝรั่งเศสที่ Mers-el-Kébir จนได้รับชัยชนะอย่างราบคาบ
         ในวันที่ 24 พฤษภาคม 1941 เรือฮู้ด เรือประจัญบานปริ๊นซ์ออฟเวลล์ พร้อมกับกองเรืออังกฤษ ได้ปะทะกับเรือรบเยอรมัน 2 ลำ คือเรือลาดตะเวนหนักพริ๊นซ์เออเก็น และ เรือประจัญบานบิสมาร์ก และในที่สุดผลของสงครามก็ได้ทำให้เกิดการสูญเสียขึ้น เอชเอ็มเอส ฮู้ด เสียท่าให้กับเยอรมัน และจมลงไปในที่สุด พร้อมกับลูกเรือกว่า 1,428 นาย ข่าวการจมลงของ ฮู้ด ได้แพร่กระจายไปตามหนังสือพิมพ์ รวมถึงนิตยสารมากมายของอังกฤษ จนทำให้ผู้นำระดับสูงของอังกฤษสั่งไล่ล่า บิสมาร์ก ทำให้บิสมาร์ก ในอีก 3 วันต่อมาก็ต้องพบชะตาเดียวกับ ฮู้ด นั่นเอง และนั่น จึงกล่าวได้ว่าเป็นการจบลงที่สมเกียรติที่สุดสำหรับเรือธงที่คู่กองเรือหลวงอังกฤษ มามากกว่า 19 ปี.



    ลักษณะจำเพาะ

    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 46,680 ตัน
    • ความยาว : 262.3 เมตร
    • ความกว้าง : 31.8 เมตร
    • กินน้ำลึก : 9.8 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 28 น็อต (52 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 1,325 นาย  
     
    บลูปริ้น ฮู้ด
     
     
    อาวุธประจำ ฮู้ด 
    • ปืนใหญ่ขนาด 381 มม. (15 นิ้ว) ชนิด 2 กระบอก จำนวน 4 ป้อม
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยาน QF ขนาด 4 นิ้ว  14 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยาน QF ขนาด 2 นิ้ว  24 กระบอก
    • ปืนกลวิกเกอรส์ .50 จำนวน 20 กระบอก
    • เครื่องยิงจรวดระยะสั้น จำนวน 100 กระบอก 
    • ท่อยิงตอร์ปิโดร์ จำนวน 4 กระบอก

    อ้างอิง
     
     
























    วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

    Tirpitz เรือประจัญบานที่อังกฤษใช้ความพยายามในการจมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    เรือประจัญบานเทียร์พิตซ์
    German Battleship Tirpitz
         เรือลำนี้คือ ควีน ของไรซ์ที่ 3 ส่วน บิสมาร์ก คือ คิง ของไรซ์ที่ 3 สำหรับสาเหตุที่เราเรียกเรือลำนี้ว่า ควีน ก็เพราะว่าเป็นเรือน้องของบิสมาร์ก แต่ถ้าพูดความยิ่งใหญ่เรือลำนี้อาจเป็นรองเล็กน้อย ถึงอย่างไรก็ดี ความยิ่งใหญ่ของเรือชั้นบิสมาร์ก ซึ่งมีเพียง 2 ลำ ก็สามารถสร้างความแข็งแกร่งทางทะเลให้กับทัพเยอรมันนีได้เป็นอย่างมาก แม้แต่อังกฤษที่สมัยนั้นถือเป็นที่ 1 ทางทะเล ก็ยังต้องยอมแพ้ มาดูประวัติเรือประจัญบานเทียร์พิตซ์ กันเถอะ
         เรือประจัญบานเทียร์พิตซ์ ( Battleship Tirpitz ) เป็นหนึ่งในสองเรือประจัญบานชั้น บิสมาร์ก ซึ่งถือเป็นชั้นเรือที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมันนี ผลิตขึ้นเพื่อรับใช้ทัพเรือนาซีเยอรมัน ( Kriegsmarine ) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
         คำว่า "เทียร์พิตซ์" มาจากผู้บัญชาการทหารเรือหลวงเยอรมันนี ( Imperial German Navy ) คนสำคัญของเยอรมันนีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 นามว่า "อัลเฟรด ฟอน เทียร์พิตซ์"
    
    เทียร์พิตซ์ขณะถูกเครื่องบินรบอังกฤษเข้าถล่ม (3 เมษายน 1944)
         เทียร์พิตซ์ ต่อขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1936 โดยบริษัทKriegsmarinewerft Wilhelmshaven ของเยอรมันนี จนสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1939 และได้นำไปใช้ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1941 เช่นเดียวกับ บิสมาร์ก ซึ่งได้นำไปใช้ก่อนหน้านี้แล้ว
         หลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบเรือในช่วงต้นปี 1941 ก็ได้ไปร่วมกับกองเรือบอลติก ซึ่งได้เป็นเรือแม่ มีหน้าที่เฝ้าระวังกองเรือโซเวียตในทะเลบอลติก ในช่วงปี 1942 เรือเทียร์พิตซ์ ได้แล่นไปทางนอร์เวย์ เพื่อเข้าไปยับยั้งกองกำลังจากฝั่งพันธมิตร และการรุกรานของเหล่าพันธมิตร  ขณะที่อยู่ในนอร์เวย์ ก็ได้เข้าถล่มกองเรือที่มุ่งไปโซเวียต
        ในตอนนี้ เรือระดับตำนาน ชั้นบิสมาร์ก ที่มีอยู่ 2 ลำ ได้ถูกอังกฤษจมลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 1 ลำ คือเรือบิสมาร์ก นั่นเอง คงเหลือแต่เรือลำนี้ลำเดียวที่ยังคงเป็นความหวังให้กับเยอรมันอยู่
       เทียร์พิตซ์ นับเป็นหนึ่งในเรือรบที่จัดทัพกลางทะเล จุดประสงค์หลักคือการต่อกรกับทัพเรืออังกฤษ เพื่อที่จะครอบครองพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ในทะเลให้กับเยอรมันนี ต่อมาในปี 1943 เทียร์พิตซ์และ เรือประจัญบาน  ชาร์นโฮสต์ ( Scharnhorst ) ได้มีส่วนร่วมในการถล่มฝั่งพันธมิตรบนเกาะสฟาลบาร์ ของนอร์เวย์ เมื่อเทียร์พิตซ์ ได้ยิงกระสุนออกจากปืนใหญ่หลักออกไปได้เพียงหนึ่งลูก หลังจากนั้นไม่นาน เทียร์พิตซ์ ก็ถูกโจมตี โดยแผนของอังกฤษที่เรียกว่า Operation Source ด้วยวิธีการส่งเรือดำน้ำขนาดเล็ก ( Mini-submarines ) ที่มีคนขับเพียง 1-2 คน จำนวนหลายๆลำเข้าโจมตี ตามมาด้วยการโจมตีทางอากาศขนานใหญ่ แต่เรือก็สามารถรอดมาได้ จนซ่อมเสร็จพอใช้งานได้ ในช่วงเดือนเมษายน 1944
       ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 1944 เครื่องบินแลนเชสเตอร์ของอังกฤษได้บรรทุกระเบิดทอลบอล (Tallboy) น้ำหนักกว่า 12,000 ปอนด์ (5,400 กก.) ทิ้งเข้าใส่เรือประจัญเทียร์พิตซ์ โดยโดนเป้าเต็มๆ ส่งผลให้เรือพลิกคว่ำอย่างรวดเร็ว (ดั่งภาพด้านล่าง) เพลิงกระจายไปยังฐานยิงปืนใหญ่หลัก ซึ่งเป็นที่บรรจุกระสุนปืนใหญ่ ส่งผลให้เกิดระเบิดขนาดใหญ่ตามมา มีการคำนวณผู้เสียชีวิต อยู่ระหว่าง 950 ถึง 1,250 นาย และภายหลังสงครามยุติลงเรือลำนี้ก็ได้รับการกู้ขึ้นมา โดยความร่วมมือของนอร์เวย์และเยอรมันนี
         ความพยายามของอังกฤษที่หวังจะจมเรือประจัญบานเทียร์พิตซ์ นั้น หลายครั้งด้วยกัน ได้แก่ Operation Source, Tungsten  Planet, Brawn, Tiger Claw, Mascot, Goodwood,  Paravane, Obviate และสุดท้ายคือ Operation Catechism รวมแล้ว 9 ปฏิบัติการด้วยกัน นี่แหละคือพยายามของอังกฤษขนานแท้ ที่หวังจะจมมหาเรือแห่งไรซ์ที่ 3 ลำนี้ให้จงได้ และในที่สุดปฏิบัติการสุดท้ายของอังกฤษ นามว่า "Operation Catechism" นั้นก็ได้ทำให้โลกเห็นว่าอังกฤษก็สามารถล้มเรือประจัญบานลำแม่ลำสุดท้ายของเยอรมันลงได้ นี้คือการปิดฉากทั้งเรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดลำหนึ่งเท่าที่เยอรมันเคยสร้างมาและเป็นการปิดฉากตระกูลเรือชั้นบิสมาร์ก ที่ได้เคยบันทึกในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ว่า เป็น 2 เรือที่ประจัญบานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งไรซ์ที่ 3 ตั้งแต่เคยมีมา.

    ลักษณะจำเพาะ

    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 42,900 ตัน
    • ความยาว : 241.6 เมตร
    • ความกว้าง : 36 เมตร
    • กินน้ำลึก : 9.3 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 30 น็อต (56 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 2,065 นาย  

     


     

    บลูปริ้น เทียร์พิตซ์

     
    อาวุธประจำ เทียร์พิตซ์ 
    • ปืนใหญ่ขนาด 380 มม. (15 นิ้ว) ชนิด 2 กระบอก จำนวน 4 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 150 มม. (5.9 นิ้ว) ชนิด 6 กระบอก จำนวน 2 ป้อม
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 105 มม. (4.1 นิ้ว)  16 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 37 มม. (1.5 นิ้ว)  16 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 20 มม. (0.79 นิ้ว)  12 กระบอก

    อ้างอิง
     











    Scharnhorst เรือหลวงแห่งทัพเรือนาซี

    เรือประจัญบานชาร์นโฮสต์
    German battleship Scharnhorst
        เรือลำนี้ คือเรือหลวงแห่งทัพเรือนาซี เยอรมัน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพูดถึงรูปลักษณ์แล้ว นับว่าอาจไม่ใช่เรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของทัพเรือเยอรมันในขณะนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรือลำนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก บิสมาร์ก และ เทียร์พิตส์ และได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในเรือรบที่ดีที่สุดลำหนึ่งของทัพเรือเยอรมัน น่าสนใจแล้วละสิ นั้นเข้าไปสัมผัสบรรยากาศของเรือลำนี้กันได้เลย
         เรือประจัญบานชาร์นโฮสต์ ( German battleship Scharnhorst ) คือเรือหลวงแห่งกองทัพเรือเยอรมัน ( Kriegsmarine ) ชั้นชาร์นโฮสต์ ดังนั้นเรือลำนี้จึงเป็นเรือแม่ของชั้นนี้ด้วย ชาร์นโฮสต์ ได้รับการจำแนกชนิดของเรือ ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เรือประจัญบานและเรือลาดตระเวนประจัญบาน โดยถ้าหากนับเป็นเรือประจัญบาน ก็ถือเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดรองจากเรือชั้นบิสมาร์ก แต่ถ้าหากนับเป็นเรือลาดตระเวนประจัญบาน ก็ถือเป็นเรือลาดตระเวนประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดในทัพเยอรมัน เท่าที่เคยมีมา 
         ชาร์นโฮสต์ ได้รับการต่อขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1935 โดยบริษัทKriegsmarinewerft Wilhelmshaven ของเยอรมันนี บริษัทเดียวกับที่ใช้สร้าง เรือประจัญบานเทียร์พิตซ์ ต่อจากนั้นก็ได้สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1936 ซึ่งใช้เวลาเพียง 4 เดือน และได้รับคำสั่งปฏิบัติบัติการเมื่อวันที่ 7 มกราคม 1939 เรือประกอบไปด้วย ปืนใหญ่หลักขนาด 283 มม. ( 11 นิ้ว )  เพื่อใช้แทนปืนใหญ่ขนาด 380 มม. ( 15 นิ้ว ) ที่ติดตั้งบนเรือชั้นบิสมาร์ก ซึ่งทำให้เรือวิ่งช้าจึงย่อขนาดลงมา
         เรือประจัญบานชาร์นโฮสต์ และเรือประจัญบานกินายสโนว์( Gneisenau ) ได้ร่วมปฏิบัติการร่วมกัน ในช่วงต้นๆ ของสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อโจมตี เรือพาณิชย์อังกฤษ ระหว่างช่วงแรกของการปฏิบัติการ ชาร์นโฮสต์ สามารถ จมเรือ เอชเอ็มเอส ราวัลพิลดี ( HMS Rawalpindi ) ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวน ในระหว่างการปะทะกันได้เป็นผลสำเร็จ
          ในปี 1940 เรือทั้ง 2 ได้เข้าร่วม ปฏิบัติการที่ทัพนอร์เวย์ ( Operation Weserübung ) ระหว่างอยู่ที่นั่น เรือทั้ง 2 ก็ได้ร่วมกันโจมตี เอชเอ็มเอส รีนาว์น ( HMS Renown ) ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนประจัญบาน ลำแม่ของชั้นนี้ จนเรือเสียหายหนัก และสามารถจมเรือ เอชเอ็มเอส กลอเลียสซ์ ( HMS Glorious ) ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวน ที่ดัดแปลงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินของอังกฤษ จากการปะทะในครั้งนี้ทำให้เรือชาร์นโฮสต์ ได้รับการบันทึกว่า เป็นหนึ่งในเรือรบที่ยิงโดนเรือไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยระยะทางจาก ชาร์นโฮสต์ ถึง กลอเลียสซ์ ประมาณ 24,000 ม. หรือ 24 กม. เชียว
          ในปี 1942 หลังจากการโจมตีกองเรืออังกฤษ ก็ได้เข้าร่วมกับยุทธนาวี ใหญ่ๆหลายครั้ง ( เยอรมันใช้รหัสปฏิบัติการ ว่า "Channel Dash" ) โดยเฉพาะยุทธนาวีที่ช่องแคบอังกฤษ บริเวณฝรั่งเศสส่วนที่ถูกครอบครองโดยเยอรมัน
          ในปี 1943 ชาร์นโฮสต์ ได้ปฏิบัติการร่วมกับเรือเทียร์พิตซ์พร้อมกับเรือพิฆาตอีกหลายลำ ในนอร์เวย์ เพื่อเข้าสกัดและทำลาย กองเรือฝั่งพันธมิตรที่มุ่งไปยังโซเวียต 
          ในยุทธนาวีนอร์ทเคป กองเรือเยอรมันก็ได้ถูกกองเรือลาดตระเวนของอังกฤษเข้าสกัด ในขณะนั้น ชาร์นโอสต์ ถือเป็นเป้าของอังกฤษ เพราะมีเพียง ชาร์นโอสต์ แค่ลำเดียว แต่ต้องต่อกรกับกองเรืออังกฤษ ที่มีเรือรบมากกว่าถึง 14 ลำ ผลของสงคราม ชาร์นโฮสต์ สามารถโจมตี เรือได้ 2 ลำ และ เรือประจัญบาน 1 ลำ ( เสียหายล็กน้อย ) แต่ก็เป็นผลให้เรือลำนี้ต้องจมลงในเวลาต่อมา โดยเหตุการณ์เริ่มขึ้นใน เวลา 16.17 จากเรือประจัญบานดยุคออฟยอร์ก ( Duke of York ) สามารถจับเรดาร์ได้ว่า เรือชาร์นโอสต์ กำลังแล่นเข้ามา จึงสั่งระดมยิงไปยังชาร์นโอสต์ จนในเวลา 18.42 เรือประจัญบานดยุคออฟยอร์ก ยิงไปทั้งหมด 52 ลูก เข้าเป้าอย่างน้อย 13 ลูก ผลจากการยิงทำให้เรือชาร์นโฮสต์เสียหายหนัก และในที่สุด ณ เวลา 19.45 เรือก็จมลง เรือประจัญบานชาร์นโอสต์ ซึ่งเข้าไปยังจุดที่เรือจมเพื่อหาผู้รอดชีวิต ก็สามารถช่วยเหลือลูกเรือชาร์นโอสต์จากน้ำที่เย็นจัด มาได้ 36 นาย จากทั้งหมด 1,968 นาย
         และนี้คือจุดสิ้นสุดของ เรือลาดตระเวนประจัญบานที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ที่สุดในทัพเยอรมัน เท่าที่เคยมีมา.

    ลักษณะจำเพาะ

    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 32,100 ตัน
    • ความยาว : 235 เมตร
    • ความกว้าง : 30 เมตร
    • กินน้ำลึก : 9.69 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 31 น็อต (57 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 1,669 นาย  
     

     
    บลูปริ้น ชาร์นโฮสต์

     
    อาวุธประจำ ชาร์นโฮสต์ 

    • ปืนใหญ่ขนาด 283 มม. (11 นิ้ว) ชนิด 3 กระบอก จำนวน 3 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 150 มม. (5.9 นิ้ว) จำนวน 12 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 105 มม. (4.1 นิ้ว) จำนวน 14 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 37 มม. (1.5 นิ้ว) จำนวน 16 ป้อม
    • ปืนกลขนาด 20 มม. จำนวน 16 กระบอก
    • ท่อยิงตอร์ปิโดร์ขนาด 533 มม. จำนวน 6 กระบอก


    อ้างอิง

     

          
       












    Bismarck เรือประจัญบานระดับตำนานแห่งไรซ์ที่ 3

    เรือประจัญบานบิสมาร์ค
    German battleship Bismarck
         เรือบิสมาร์ค อาจกล่าวได้คำเดียวเลยว่า เป็นเรือที่มีชื่อเสียงที่สุดของนาซี เยอรมัน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ก็ไม่เชิง ด้วยชื่อที่ตั้งให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเยอรมันก็ไม่เชิง แน่นอนว่า เรือลำนี้คือความหวังสูงสุดทางทะเลของเยอรมันที่จะใช้เรือลำนี้เป็นเรือแม่ในการครอบครองทะเลทั้งยุโรปให้ตกเป็นของตน และก็สามารถทำได้จริงๆ อย่างการทำลายขวัญกำลังใจเหล่าทหารเรืออังกฤษด้วยการทำลายเรือหลวง เอชเอ็มเอส ฮู้ด จนอัปปางลงก้นทะเลไป นับเป็นจุดผกผันที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในยุทธนาวีทางทะเลระหว่างเยอรมันและอังกฤษ
    
    บิสมาร์กในปี 1940
         เรือประจัญบานบิสมาร์ก ( German battleship Bismarck ) เป็นเรือลำแรกของชั้นบิสมาร์กซึ่งมีเพียง 2 ลำ ( อีกลำชื่อว่า Tirptiz )  นับเป็น 2 เรือแฝดที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เยอรมันเคยสร้างมาและยังเป็นเรือประจัญบานที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ในขณะนั้นด้วย
         คำว่า "บิสมาร์ก" ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ออทโท ฟอน บิสมาร์ค รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งเยอรมันนี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 
         เรือได้ถูกต่อขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1936 โดยบริษัทต่อเรือ โบรห์ม+โวสส์ ( Blohm + Voss ) ที่ฮัมบูร์ก ต่อจากนั้นก็นำไปใช้ทดสอบเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1939 และได้คำสั่งปฏิบัติงานในวันที่ 24 สิงหาคม 1940 โดยมี แอร์นสท์ ลินเดมันน์ ( Ernst Lindemann ) เป็นผู้บัญชาการเพียงคนเดียวของเรือประจัญบานบิสมาร์ก
         ในเดือน พฤษภาคม 1941 บิสมาร์กและเรือลาดตะเวนหนักพริ๊นซ์เออเก็น ได้เข้าร่วม ยุทธนาวี Rheinübung ซึ่งเป็นความพยายามตีฝ่าออกไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเพื่อทำลายการขนส่งพาณิชย์ของฝ่ายสัมพันธมิตร จากอเมริกาเหนือ
    
    บิสมาร์กขณะไฟไหม้ ถ่ายจาก ปริ๊นออฟเวลล์
         ในวันที่ 24 พฤษภาคม 1941 เรือทั้ง 2 ลำ ถูกฝั่งอังกฤษตรวจจับได้ ขณะอยู่ในบริเวณสแกนดิเนเวีย ส่งผลให้เกิดการปะทะขึ้นระหว่างกองเรืออังกฤษกับกองเรือเยอรมัน กลายเป็น ยุทธนาวีที่ช่องแคบเดนมาร์ก โดยศึกครั้งนี้ ฝั่งอังกฤษประกอบด้วย เรือลาดตระเวณประจัญบานฮู้ด  เรือประจัญบานปริ๊นซ์ออฟเวลล์ และเรือลาดตะเวนหนัก รวมแล้ว 4 ลำด้วยกัน ส่วนฝั่งเยอรมันมีเพียง 2 ลำเอง ศึกครั้งนี้ดูเหมือนว่าเยอรมันจะแพ้เนื่องจากเป็นรองอังกฤษ
         ไม่ถึง 10 นาที หลังจากที่ฝั่งอังกฤษเปิดฉากยิงเข้าใส่ฝั่งเยอรมัน กระสุนจากบิสมาร์กก็ยิงโต้ตอบคืน ส่งผลให้กระสุนตรงเป้าที่ เอชเอ็มเอส ฮู้ด ของอังกฤษพอดี จึงเกิดระเบิดอย่างรุนแรงและถูกจมลงทันที โดยใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ส่งผลให้ผู้บัญชาการเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์สั่งเอาคืนทันที กระสุนจากปริ๊นออฟเวลล์ ทำให้เรือปะจัญบานบิสมาร์กได้รับความเสียหาย บริเวณส่วนถังน้ำมันได้รั่วออกมา จึงจำเป็นต้องเป็นฝ่ายถอยออกไป ผลจากสงคราม บ้างกว่าว่าเยอรมันเป็นผู้ชนะ ถึงแม้จะถอยออกไป แต่ก็สามารถทำลายเรือหลวงฮู้ด ได้ บ้างก็ว่าอังกฤษเป็นผู้ชนะ เพราะเยอรมันถอยออกไป ไม่สามารถเข้าไปยัง แอตแลนติกเหนือตามแผนไว้ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ฝั่งของอังกฤษได้รับความเสียหายมากกว่า โดยเสียทั้งเรือ เสียทั้งลูกเรือกว่า 1,428 นาย รวมถึงปริ๊นออฟเวลล์ก็ได้ความเสียหายด้วย
    
         การสูญเสีย ฮู้ด ของอังกฤษนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่อังกฤษรับไม่ได้อย่างหนึ่ง ส่งผลให้ 2 วันต่อมา ได้มีคำสั่งจากระดับสูงให้ระดมถล่มเรือลำนี้ ซึ่งในขณะเรือบิสมาร์ก ซึ่งยังไม่ได้รับการซ่อมจากศึกครั้งที่แล้ว ก็ได้เดินทางกลับ ซึ่งขณะนั้นอยู่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณตะวันตกของฝรั่งเศส ที่เมืองเบรสท์ ทางฝั่งอังกฤษที่ตามไล่ล่า บิสมาร์ก มีทั้งเรือรบและเครื่องบิน หลายลำ และในที่สุด วันที่ 26 พฤษภาคม 1941 เรือประจัญบานบิสมาร์กก็จนมุม ใบพัดท้ายเรือถูกตอปิโดร์จากเรือดำน้ำอังกฤษเข้าถล่ม จนใช้การไม่ได้ และในเช้าต่อมา เรือประจัญบิสมาร์กได้ถูกลุมล้อมจากฝั่งอังกฤษไม่หยุด ในที่สุดเรือก็ได้จมลง พร้อมกับความสูญเสียของลูกเรือจำนวนมาก กว่า 2,200 นาย และถูกอังกฤษจับไปเป็นเฉลยกว่า 110 นาย นี้จึงกล่าวได้ว่าเป็นการปิดตำนาน เรือผู้พิชิต เอชเอ็มเอส ฮู้ด เรือหลวงแห่งเกาะอังกฤษลง ปัจจุบันสภาพเรือไร้วิญญาณยังคงอยู่ในก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ตราบนานเท่านาน.


    ลักษณะจำเพาะ


    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 41,700 ตัน
    • ความยาว : 241.6 เมตร
    • ความกว้าง : 36 เมตร
    • กินน้ำลึก : 9.3 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 30 น็อต (56 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 2,065 นาย  

     

     
    บลูปริ้น บิสมาร์ก
     
    อาวุธประจำ บิสมาร์ก 
    • ปืนใหญ่ขนาด 380 มม. (15 นิ้ว) ชนิด 2 กระบอก จำนวน 4 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 150 มม. (5.9 นิ้ว) ชนิด 6 กระบอก จำนวน 2 ป้อม
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 105 มม. (4.1 นิ้ว)  16 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 37 มม. (1.5 นิ้ว)  16 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 20 มม. (0.79 นิ้ว)  12 กระบอก

    อ้างอิง




    วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

    Dunkerque เรือหลวงลำแรกแห่งกองทัพฝรั่งเศส หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

    French battleship Dunkerque
    เรือประจัญบานดันเคิร์ก
        น้อยคนนักที่จะรู้จักเรือประจัญบานของฝรั่งเศสในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพูดถึงเรือที่มีชื่อเสียงมากๆ ของฝรั่งเศส สำหรับคนที่เคยอ่านประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสแล้ว คงต้องยก เรือประจัญรีเชอรีเยอร์ มาเป็นลำดับหนึ่ง ส่วนเรือประจัญบานดันเคิร์กลำนี้ เห็นทีจะเป็นรองไปเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ของเรือประจัญบานลำนี้ ก็ยังมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ เป็นเรือหลวงลำแรกแห่งกองทัพฝรั่งเศส ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
          เรือประจัญบานดันเคิร์ก ( French battleship Dunkerque ) คือ เรือประจัญบานลำแรกและเป็นเรือเอกของชั้นดันเคิร์ก ( Dunkerque ) ซึ่งเป็นชั้นที่ประกอบด้วยเรือจำนวน 2 ลำ เพียงเท่านั้น โดยอีกลำ ชื่อว่า สตราสบูร์ก ( Strasbourg ) ซึ่งเป็นเรือที่มีอาวุธหนักมากกว่าเรือลำนี้เล็กน้อย
          เรือได้รับการต่อขึ้น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 1932 โดยใช้นักออกแบบร่วมกันคิดร่วม 1 ศตวรรษ ในช่วงปี 1922 ที่ท่าเรือวอชิงตัน จนเสร็จเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1935 และรับคำสั่งปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1937
          ก่อนที่จะมาเป็นเรือลำนี้ ได้มีการออกแบบเรือออกเป็น 3 ชั้นได้แก่  Normandie class, Lyon class และชั้นนี้ แต่ 2 ชั้นที่กล่าวมาได้รับการยกเลิกในช่วงใกล้เข้าสู่สงครามเนื่องจากขาดงบประมาณ เหลือแต่เพียงชั้นนี้เป็นเพียงชั้นเดียว ที่ได้ไม่ถูกยกเลิก
          ดันเคิร์ก และ สตราสบูร์ก ทั้ง 2 ลำได้ประจำการอยู่ ที่กองเรือ 1 แห่งทัพฝรั่งเศส ( French Navy's 1ère Division de Ligne ) ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีหน้าที่ค้นหา เรือพาณิชย์ของเยอรมันที่ลักลอบเข้ามา ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการของเยอรมัน ในการสืบข้อมูลของฝรั่งเศส ในช่วงไม่มีกี่เดือนก่อนเข้าสงคราม นอกจากนี้แล้ว ดันเคิร์ก ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันขบวนเรือสินค้าของฝรั่งเศส
          ในวันที่ 3 กรกฎาคม 1940 เรือประจัญดันเคิร์กได้เข้าร่วมยุทธนาวี เมอร์ส-เอล-เกบี ( Mers-el-Kébir ) ซึ่งในขณะนั้นฝรั่งเศสได้ขอสงบศึกกับนาซีเยอรมัน ( ภายหลังได้เปลี่ยนเป็น วีชี ) จึงเป็นเหตุให้อังกฤษกังวลถึงอำนาจทางทะเลที่มากเกินไป ทางฝั่งอังกฤษจึงเริ่มโจมตีใส่ฝั่งฝรั่งเศส ที่ เมอร์ส-เอล-เกบี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอัลจีเลีย โดยยุทธนาวีนี้ได้มีเรือหลวงของอังกฤษเข้าร่วมด้วยนั่นคือ เอชเอ็มเอส ฮู้ด ยุทธนาวีครั้งนี้ ได้ทำให้ฝรั่งเศสเสียหายเป็นอย่างมาก ด้วยการเสียเรือประจัญบานไป 1 ลำ เรือพิฆาตและเรือประจัญบานอื่นอีกๆ ล้วนเสียหาย รวมถึงลูกเรือเสียชีวิตถึงหลักพัน ส่วนฝั่งอังกฤษนั้นเสียหายน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับฝรั่งเศส ที่เสียลูกเรือ 2 นาย และเครื่องบิน 6 ลำ สำหรับ ดันเคิร์ก นั้นได้เสียหายเป็นอย่างมาก รวมถึงเสียลูกเรือไปถึง 210 นาย
    
    ภาพเหตุการณ์จมเรือตัวเอง ที่เมืองตูลง
          ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1942 ระหว่างรอซ่อมแซม ที่ตูลง ( Toulon ) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเมืองแห่งอู่เรือ และคลังแสงที่สำคัญของฝรั่งเศส เรือดันเคิร์กและเรือรบอีกหลายๆลำ ก็ได้ถูกจมลงภายหลังจากรัฐบาลวีชีของฝรั่งเศส ได้เห็นควรหลีกเลี่ยงที่จะ ไม่ให้เรือรบกับนาซีเยอรมัน จึงมีคำสั่งให้จมเรือรบของตัวเองทุกลำ โดยการใช้เรือดำน้ำ เป็นเหตุให้เรือรบ 85 ลำถูกทำลาย และเรือ 39 ลำที่รอดออกมาได้ ก็ถูกเยอรมันเข้ายึดไป นอกจาก ดันเคิร์ก จะจมแล้วยังมีเรือประจัญบานสตราสบูร์ก ที่จมลงไปอีกลำด้วย นับเป็นการปิดฉากเรือชั้นดันเคิร์กทั้ง 2 ลำ ไปโดยปริยาย.

    ลักษณะจำเพาะ

    • ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 26,500 ตัน
    • ความยาว : 214.5 เมตร
    • ความกว้าง : 31.08 เมตร
    • กินน้ำลึก : 8.7 เมตร
    • ความเร็วเต็มที่ : 29.5 น็อต (54.6 กม./ชม.)
    • บรรจุทหาร : 1381–1,431 นาย  

     
    บลูปริ้น ดันเคิร์ก
     
    อาวุธประจำ ดันเคิร์ก 

    • ปืนใหญ่ขนาด 330 มม.(13 นิ้ว) ชนิด 4 กระบอก จำนวน 2 ป้อม
    • ปืนใหญ่ขนาด 130 มม. (5.1 นิ้ว) 16 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 37 มม. (1.5 นิ้ว) 8 กระบอก
    • ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานขนาด 13.2 มม. (0.52 นิ้ว) 32 กระบอก

    อ้างอิง