Ads 468x60px

.

Sample Text

Sample text

Introduction

Social Icons

Blogroll

About

Blogger templates

Blogger news

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

เฮลิคอปเตอร์


 เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานชนิดหนึ่ง ที่สามารถขึ้นลงในแนวดิ่งได้ สามารถหยุดกลางอากาศก็ได้ หรือแม้แต่บินถอยหลังก็ยังทำได้ เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานที่หน่วยงานต่างๆ นิยมใช้กันนับตั้งแต่ตำรวจจราจร จนถึงหน่วยกู้ภัย ตั้งแต่ทหารไปจนถึงหน่วยแพทย์จะเห็นประโยชน์จากอากาศยานชนิดนี้ แต่การสร้างเฮลิคอปเตอร์ให้ทำงานได้ไีนั้นยากกว่าการทำให้เครื่องบินบินขึ้นจากพื้นดินเสียอีก วิศวกรที่ประดิษฐ์และพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ต้องใช้เวลานานหลายปีในการทดสอบ
   

รายชื่อเฮลิคอปเตอร์

HAL Dhruv Mk.3 เฮลิคอปเตอร์โจมตีแห่งกองทัพบกอินเดีย

NH Industries NH90 เฮลิคอปเตอร์ขนส่งของนาโต้
Mil Mi-17  เฮลิคอปเตอร์สัญชาติรัสเซีย

รัสเซียจะส่งเครื่องบินรบ YAK-130 ไปยังเบลารุส

YAK-130
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 55 บริษัทผู้ผลิตอากาศยานของรัสเซียรายงานว่า เบลารุส และรัสเซียได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินฝึกแบบ YAK-130 จำนวน 4 ลำ โดยรัสเซียจะส่งเครื่องบินดังกล่าวให้แก่เบลารุส ภายในปี พ.ศ.2558
สัญญาจัดซื้อนี้ลงนามระหว่าง กระทรวงกลาโหม เบลารุส และบริษัทเอียร์คุต (Irkut) ผู้ผลิตอากาศยานสัญชาติรัสเซีย โดยเบลารุสเป็นประเทศแรกในเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States; CIS) ที่จัดซื้ออากาศยานชนิดนี้
เครื่องบินฝึกขับไล่โจมตีแบบ YAK-130 มีระยะบินไกล 2,000 ก.ม. (1,250 ไมล์) ความเร็วสูงสุด 1,060 ก.ม./ช.ม. (600 ไมล์/ช.ม.) สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากถึง 3,000 ก.ก. (6,600 ปอนด์) ซึ่งเครื่องบินฝึกขับไล่โจมนี้ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเครื่องบินฝึกหัดสำหรับกองทัพอากาศรัสเซีย โดยเริ่มประจำการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2552/ RIA Novosti

แหล่งที่มา http://dtad.dti.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=380:defense-news-around-the-world-24-30dec55&catid=3:defense-news&Itemid=3

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

20อันดับกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อันดับ 20  ประเทศยูเครน




อันดับ 19  ประเทศไทย






อันดับ 18  ประเทศอิโดนีเชีย




อันดับ 17 ประเทศอิตาลี




อันดับ 16  ประเทศอียิปต์




อันดับ 15  ประเทศปากีสถาน





อันดับ 14  ประเทศไต้หวัน




อันดับ 13  ประเทศเยอรมนี




อันดับ 12  ประเทศอิหร่าน




อันดับ 11  ประเทศบราซิล




อันดับ 10  ประเทศอิสราเอล



อันดับ 9  ประเทศญี่ปุ่น




อันดับ 8  ประเทศฝรั่งเศส




อันดับ 7  ประเทศเกาหลีใต้




อันดับ 6  ประเทศตุรกี




อันดับ 5  สหราชอาณาจักรฯ




อันดับ 4  ประเทศอินเดีย




อันดับ 3  ประเทศจีน




อันดับ 2  ประเทศรัสเซีย




อันดับ 1  ประเทศสหรัฐอเมริกา

 








NH Industries NH90 เฮลิคอปเตอร์ขนส่งของนาโต้

  NH Industries NH90 เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนส่งขนาดกลาง/ยุทธวิธีหลายบทบาท  สร้างโดย NATO Helicopter Industries โดยความร่วมมือของ 5 ชาติ คือ ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ราคาของ NH90 อยู่ราว 30-35 ล้านยูโร เริ่มบินครั้งแรกในวันที่ 18 ธันวาคม 1995
   ในปี 1985  ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักรร่วมมือกันพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ของ NATO เพื่อใช้ในการลำเลียงในสนามรบ ปราบเรือผิวน้ำและเรือใต้น้ำสำหรับในทศวรรษที่ 1990  วันที่ 1 กันยายน 1992 NH Industries ลงนามในสัญญาเพื่อออกแบบและพัฒนากับ NAHEMA (NATO Helicopter Management Agency) เป็นหน่วยงานที่มีตัวแทนจาก 4 ประเทศร่วมมือกันคือ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ต่อมาโปรตุเกสเข้าร่วมโครงการในปี 2001 
  NH 90 เริ่มออกแบบในปี1993 และได้รับการพัฒนา 2 หลักใหญ่ๆ คือ เพื่อเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนส่งทางยุทธวิธี และเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือรบขนาดกลางของ NATO แต่หลายชาติที่สั่งสร้างได้ขอให้มีการดัดแปลงเฉพาะสำหรับความต้องการของผู้สั่งโครงการมีปัญหาทางเทคนิคและการสนับสนุนทางด้านการเงินในทศวรรษ 1992 ชาติที่ร่วมมือกันในโครงการจึงพร้อมใจกันช่วยสั่งสร้างเป็นจำนวนมากถึง 366 เครื่อง ตามมาด้วยการสั่งสร้างจากชาติในยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย
  บทบาทหลักของ NH90 คือ สามารถขนย้ายทหารพร้อมอุปกรณ์ 20 นาย หรือบรรทุกสัมภาระหนักมากกว่า 2,500 kg ปฏิบัติงานในอากาศ รวมทั้งการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถดัดแปลงติดตั้งเปลสนาม 12 เปลเพื่อการส่งกลับผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บทางอากาศ หรือบรรทุกสินค้าหรือสัมภาระ NH90 มีบทบาทอื่น คือ ปฏิบัติการพิเศษ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสถานีบัญชาการลอยฟ้า ส่งพลร่ม เป็นเครื่อง VIP และ ฝึกนักบิน

รายละเอียด
ลูกเรือ                      2 นาย
ความยาว                 16.13 m
สูง                            5.23 m
เส้นผ่านศูนย์กลางวงใบพัดประธาน         16.30 m
น้ำหนักตัวเปล่า       6,400 kg
บรรทุกได้สูงสุด       4,22 kg
เครื่องยนต์               Rolls-Royce Turbomeca RTM 322-01/9 turboshaft
ความเร็วสูงสุด        300 km/h
พิสัยบิน                  800 km
เพดานบิน              6,000 m
อัตราไต่                 8m/sec


วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

IAI Kfir เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศอิสราเอล

  IAI Kfir เป็นเครื่องบินรบของกองทัพอากาศอิสราเอลที่นิยมใช้กันตั้งแต่ปี 1970 แต่ปัจจุบันกองทัพอิสราเอลได้ยกเลิกการใช้ Kfir แล้ว Kfir จัดอยู่ในเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด คำว่า IAI Kfir มาจากภาษาฮีบรูว์ที่แปลว่า สิงโต  Kfir ถูกพัฒนามาจากเครื่องขับไล่ของฝรั่งเศส Dassault Mirage 5 ที่ติดตั้งระบบอวิโอนิกส์ของอิสราเอล และเครื่องยนต์ GE J79 Turbojet engine ที่อิสราเอลได้รับอนุญาตให้สร้างเอง
สัญลักษณ์ของ Mossad
IAI Kfir ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเพื่องานปฏิบัติการลับของหน่วยสืบราชการลับอิสราเอล (Mossad) หลังประธานาธิบดี เดอโกลด์ (Charles de Gaulle) ของฝรั่งเศสสั่งห้ามขายอาวุธให้อิสราเอล กองทัพอิสราเอลเกรงว่าในอนาคตไม่สามารถมีอำนาจเหนือกว่าประเทศคู่ปรปักษ์ในตะวันออกกลางอีกต่อไป เนื่อจากประเทศเหล่านั้นเริ่มจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยมากขึ้นจากโซเวียตมาใช้งาน ในระยะแรกมีเครื่องยนต์ 2 แบบที่นำมาทดสอบใช้งานกับ Kfir รุ่นใหม่ที่จะพัฒนาขึ้น คือ General Electric J79 และ Rolls-Royce Spey turbofan แต่สุดท้ายเลือกเครื่องยนต์ของ GE มาใช้ เพราะเป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้กับเครื่องบินแบบ McDonnel Douglas F-4 PhanthomII ที่อิสราเอลเริ่มจะจัดซื้อจากสหรัฐฯ 
   Kfir เข้าประจำการในกองทัพอิสราเอลในปี 1973 ฝูงบินแรกที่ได้รับมอบเครื่องบินคือฝูงบินขับไล่ที่ 101 "First fighter" Squadron ใน ปีต่อมาได้ส่งเครื่องบินเข้าประจำการอีกหลายฝูงบิน บทบาทของ Kfir ในการครองอากาศของ IAF มีอายุสั้น เพราะไม่นานหลังจากนั้นได้รับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่า คือ F-15 Eagle จากสหรัฐฯ
   Kfir เข้าสงครามครั้งแรกในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1977 ระหว่างที่อิสราเอลโจมตีค่ายฝึกที่ Tel Azia ในเลบานอน ต่อมาเมื่ออิสราเอลโจมตีทางใต้ของเลบานอนในปี 1982 IAF สามารถใช้ทั้ง F-15 และ F-16 ในการครองอากาศ ปล่อยให้ Kfir ทำภารกิจโจมตีโดยไม่มีการคุ้มกัยทางอากาศ ไม่นานหลังจากนั้นKfir ทั้งหมดได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะดีขึ้นเป็น Kfir C.7 ในปี1990 Kfir ได้รับการปลดประจำการหลังรับใช้ชาติมานานกว่า 20 ปี โดย Kfir ถูกผลิตของมาใช้งานทั้งหมด 220 เครื่อง โดยถูกส่งขายไปในประเทศสหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์และศรีลังกา

รายละเอียด
ลูกเรือ                      1 นาย
ความยาว                 15.65 m
กางปีก                     8.22 m
สูง                           4.55 m
น้ำหนักตัวเปล่า       7,285 kg
น้ำหนักเมื่อบรรทุกเต็มที่       11.603 kg
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด  16,200 kg
เครื่องยนต์               IAI Bedek-Built General Electric J79-J1E turbojet 1กำลังเครื่อง 52.9 kN เมื่อใช้สันดาปท้าย 79.62 kN
ความเร็วสูงสุด       2,440 km/h
รัศมีทำการบิน        768 km
เพดานบินสูงสุด     17,680 m
อัตราไต่                  233m/sec