Ads 468x60px

.

Sample Text

Sample text

Introduction

Social Icons

Blogroll

About

Blogger templates

Blogger news

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การกำหนดหมายเลขเรือรบไทย

หมายเลขเรือ ( Hull Number )     
      หมายเลขตัวเรือ (Hull number) จะถูกเขียนไว้ที่หัวเรือ (ในเรือดำน้ำ หมายเลขตัวเรือจะเขียนไว้บริเวณหอกล้องตาเรือ หมายเลขตัวเรือจะช่วยยืนยันรูปพรรณของเรือ คำนี้ใช้อีกอย่างหนึ่งได้ว่า "bow number"

เรือหลวงจักรีนฤเบศร ใช้รหัสว่า 911 หมายความว่า
เป็นเรือประเภท เรือบรรทุกเครื่องบิน ลำแรกของชั้น เป็นเรือลำแรกที่สร้างเสร็จ และปล่อยลงน้ำก่อน

หมายเลขหลักที่ 1 แสดงประเภทของเรือ

มี 9 ประเภท เรียงตามหมายเลข ได้แก่
  1. เรือบัญชาการและสนับสนุนการยกพลขึ้นบก (amphibious command and support ship)
  2. เรือดำน้ำ ( submarine )
  3. เรือเร็วโจมตี ( fast attack craft)
  4. เรือพิฆาต เรือฟริเกต และเรือคอร์เวต ( destroyer, frigate and corvette )
  5. เรือตรวจการณ์ (patrol vessel)
  6. เรือสงครามทุ่นระเบิด (mine ship)
  7. เรือยกพลขึ้นบก (landing ship)
  8. เรืออุทกศาสตร์ เรือช่วยรบ และเรือประเภทอื่นๆ
  9. เรือบรรทุก เครื่องบิน/เฮลิคอปเตอร์ (aircraft/helicopter carrier)
หมายเลขหลักที่ 2 แสดงชั้นของเรือ

   โดยนับจากลำดับเรือที่ต่อเสร็จและปล่อยลงน้ำก่อนของแต่ละชั้น เช่น เรือประจัญบานไอโอวา ซึ่งเป็นเรือลำแรกของชั้น ไอโอวา เป็นต้น ส่วนเรือที่มีชั้นใกล้เคียงกัน จะได้พิจารณารวมไว้ในชั้นเดียวกัน

หมายเลขหลักที่ 3 และ 4 แสดงลำดับที่ของเรือ

   โดยนับจากเรือที่ต่อเสร็จและปล่อยลงน้ำก่อน เริ่มจากลำดับที่ 1 เรียงต่อไปตามลำดับ ในกรณีที่มีเรือในชั้นเดียวกัน มีมากกว่า 9 ลำ หมายเลขเรือจะเพิ่มเป็น 4 ตัว


อ้างอิง
ดูเพิ่ม


การตั้งชื่อเรือรบไทย

แบ่งเป็น 8 ชนิด ดังนี้

  1. เรือพิฆาต ตั้งตามชื่อตัว ชื่อบรรดาศักดิ์ หรือชื่อสกุลของบุคคลที่เป็นวีรบุรุษของชาติ เช่น เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย เรือหลวงนเรศวร เป็นต้น
  2.  เรือฟริเกต และเรือคอร์เนต ตั้งตามชื่อแม่น้ำ และลำน้ำสายสำคัญ เช่น เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง เรือหลวงท่าจีน เป็นต้น
  3. เรือเร็วโจมตี แบ่งเป็น 2 ชนิดย่อยได้แก่
         3.1 เรือเร็วโจมตี (อาวุธนำวิถี) ตั้งตามชื่อเรือรบในทะเลในสมัยโบราณ ที่มีความหมาย เหมาะสมแก่หน้าที่ ของเรือนั้นๆ เช่น เรือหลวงราชฤทธิ์ เรือหลวงวิทยาคม เรือหลวงอุดมเดช เป็นต้น
         3.2 เรือเร็วโจมตี (ปืน) และเรือเร็วโจมตี (ตอร์ปิโดร์) ตั้งตามชื่อจังหวัดชายทะเล เช่น เรือหลวงภูเก็ต เรือหลวงสงขลา เรือหลวงชลบุรี เป็นต้น

      4.   เรือดำน้ำ ตั้งตามชื่อผู้มีอิทธิฤกธิ์ ในนิยายหรือวรรณคดี เช่น เรือหลวงมัจฉานุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร เรือหลวงชายชุมพล เป็นต้น   
      5.  เรือทุ่นระเบิด ตั้งตามชื่อสมรภูมิที่สำคัญ เช่น เรือหลวงโพสามต้น เรือหลวงดอนเจดีย์ เรือหลวงลาดหญ้า เรือหลวงท่าดินแดง เรือหลวงบางแก้ว เป็นต้น
      6.   เรือยกพลขึ้นบก เรือลำเลียง และเรือลากจูง ตั้งตามชื่อเกาะ เรือหลวงสีชัง เรือหลวงสุรินทร์ เรือหลวงพระทอง เรือหลวงพงัน เรือหลวงลันดา เป็นต้น
     7.   เรือตรวจการณ์ (ปืน) ตั้งตามชื่อหัวเมืองชายทะเล เช่น เรือหลวงหัวหิน เรือหลวงแกลง เรือหลวงศรีราชา เรือหลวงตากใบ เป็นต้น
      8.   เรือตรวจการณ์ (ปราบเรือดำน้ำ) ตั้งตามชื่อเรือรบในลำน้ำ สมัยโบราณ ที่มีความหมาย เหมาะสมแก่หน้าที่ของเรือนั้นๆ เช่น เรือหลวงคำรณสินธ์ เรือหลวงทยานชล เรือหลวงล่องลน เป็นต้น
       9.   เรือสำรวจ ตั้งตามชื่อดาวที่สำคัญ เช่น เรือหลวงสุริยะ เรือหลวงจันทร เรือหลวงศุกร์ เป็นต้น
     10.  เรือหน้าที่พิเศษ ตั้งชื่อด้วยถ้อยคำที่มีความหมาย เหมาะสมแก่หน้าที่ ของเรือนั้นๆ

ดูเพิ่ม


วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ยศทหารไทย

ยศชั้นทางทหารแบ่งเป็น 2 ชั้น ได้แก่
  • ชั้นสัญบัตร : ตั้งแต่ระดับร้อยตรีขึ้นไป
  • ชั้นประทวน : ตั้งแต่ระดับนายสิบขึ้นไป  


ยศชั้นประทวน


ทหารบก
  • เริ่มนับจากยศต่ำสุด คือ สิบตรี สิบโท สิบเอก สัญลักษณ์เป็นบั้งรูปหางนกแซงแซว ทำด้วยแถบไหมสีเหลือง หรือไหมทอง มุมบั้งปลายแหลมเล็ก เหนือบั้งมีจักร ภายใต้พระมหามงกุฎ นับบั้งจาก 1, 2 และ 3 ตามระดับ ตรี โท เอก
  • ระดับ จ่านายสิบ ได้แก่ จ่าสิบตรี จ่าสิบโท จ่าสิบเอก ใช้บั้งหางนกแซงแซว มุมแหลมของบั้งอยู่ทางด้านคอ และให้มีขีดวางตามขวางของอินทรธนูติดกับปลายบั้ง นับบั้งจาก 1, 2 และ 3 ตามระดับ ตรี โท เอก
ทหารเรือ
  • เริ่มนับจากยศต่ำสุด คือ จ่าตรี จ่าโท จ่าเอก สัญลักษณ์เป็นบั้งรูปหางนกแซงแซว ทำด้วยแถบไหมสีน้ำเงิน มุมบั้งปลายแหลมเล็ก นับบั้งจาก 1, 2 และ 3 ตามระดับ ตรี โท เอก
  • ระดับ จ่านายสิบ ได้แก่ พันจ่าตรี พันจ่าโท พันจ่าเอก ใช้บั้งหางนกแซงแซว ทำด้วยแถบไหมสีเหลือง มุมแหลมของบั้งอยู่ทางด้านคอ และให้มีขีดวางตามขวางของอินทรธนูติดกับปลายบั้ง นับบั้งจาก 1, 2 และ 3 ตามระดับ ตรี โท เอก
**หมายเหตุ บางครั้งที่อินทรนูระดับ พันจ่าตรี เหนือบั้งมีรูปธงไขว้ 2 ผืน พันจ่าโท เหนือบั้งมีรูปพวงมาลัยเรือ  พันจ่าเอก เหนือบั้งมีรูปปืนไขว้ 2 กระบอก**



ทหารอากาศ

  • เริ่มนับจากยศต่ำสุด คือ จ่าอากาศตรี จ่าอากาศโท จ่าอากาศเอก สัญลักษณ์เป็นบั้งรูปหางนกแซงแซว ทำด้วยแถบไหมสีเหลือง มุมบั้งปลายแหลมเล็ก เหนือบั้งมีดาวสีเหลือง นับบั้งจาก 1, 2 และ 3 ตามระดับ ตรี โท เอก 
  • ระดับ จ่านายสิบ ได้แก่ พันจ่าอากาศตรี พันจ่าอากาศโท พันจ่าอากาศเอก ใช้บั้งหางนกแซงแซว มุมแหลมของบั้งอยู่ทางด้านคอ และให้มีขีดวางตามขวางของอินทรธนูติดกับปลายบั้ง เหนือบั้งมีดาวสีเหลือง นับบั้งจาก 1, 2 และ 3 ตามระดับ ตรี โท เอก



ยศชั้นสัญญาบัตร

ทหารบก
  • ระดับนายร้อย เป็นรูปดาว 5 กลีบ ทำด้วยโลหะทองประดับบนอินทรธนูทั้ง 2 ข้าง ประกอบด้วย ร้อยตรี 1 ดาว ร้อยโท 2 ดาว ร้อยเอก 3 ดาว
  • ระดับนายพัน เป็นรูปดาว 5 กลีบ และมีพระมหามงกุฎทำด้วยโลหะสีทองประดับบนอินทรธนู โดยมีพระมหามงกุฎครองดาว และยอดพระมหามงกุฎอยู่ทางด้านคอ ประกอบด้วย พันตรี 1 ดาว พันโท 2 ดาว พันเอก 3 ดาว
** หมายเหตุ พันเอก (พิเศษ) มี 3 ดาว ที่ปกคอเสื้อทั้ง 2 ข้างมีรูปคทาไขว้ช่อชัยพฤกษ์รองรับ
  • ระดับนายพล เป็นรูปดาว 5 กลีบ และมีพระมหามงกุฎและช่อชัยพฤกษ์ทำด้วยโลหะสีทองประดับบนอินทรธนู โดยมีพระมหามงกุฎครองดาว และยอดพระมหามงกุฎอยู่ทางด้านคอ ส่วนช่อชัยพฤกษ์รองรับอยู่ด้านล่างดวงดาวดวงสุดท้าย ประกอบด้วย พลตรี 2 ดาว พลโท 3 ดาว พลเอก 4 ดาว 
** หมายเหตุ เหตุที่พลตรีมี 2 ดาวก็เพราะในอดีตมีพลจัตวาด้วย ดังนั้น ยศพลตรีจึงมี 2 ดาวไม่แปลก ส่วนระดับจอมพล มี 5 ดาว และแตกต่างที่สายยงยศ
 
ทหารอากาศ
  • ระดับนายร้อย เป็นรูปขีดแนวนอน ด้านบนเป็นรูปดาว ประกอบด้วย เรืออากาศตรี 1 ขีด (ขีดหนา) เรืออากาศโท 2 ขีด (ขีดหนาบนขีดบาง) เรืออากาศเอก 3 ดาว (ขีดหนาบนขีดหนา)
  • ระดับนายพัน เป็นรูปขีดแนวนอน ด้านบนเป็นรูปดาว ประกอบด้วย นาวาอากาศตรี 3 ขีด (ขีดบางอยู่ระหว่างขีดหนาทั้ง 2 เรียงกัน) นาวาอากาศโท 3 ขีด (ขีดหนาทั้ง 3 ขีดเรียงกัน) นาวาอากาศเอก 4 ขีด (ขีดหนาทั้ง 4 ขีดเรียงกัน)
  • ระดับนายพล เป็นรูปดาว ประกอบด้วย พลอากาศตรี 2 ดวง พลอากาศโท 3 ดวง พลอากาศเอก 4 ดวง
 
ทหารเรือ
  • ระดับนายร้อย เป็นรูปขีดแนวนอน ด้านบนเป็นขดวงกลม ประกอบด้วย เรือตรี 1 ขีด เรือโท 2 ขีด (พื้นระหว่างขีดทั้ง 2 สีโปร่ง) เรือเอก 3 ดาว (พื้นระหว่างขีดทั้ง 2 สีทึบ)
  • ระดับนายพัน เป็นรูปขีดแนวนอน ด้านบนเป็นขดวงกลม ประกอบด้วย นาวาตรี 3 ขีด (พื้นระหว่างขีดทั้ง 3 สีโปร่ง) นาวาโท 3 ขีด (พื้นระหว่างขีดทั้ง 3 สีทึบ) นาวาเอก 4 ขีด (พื้นระหว่างขีดทั้ง สีทึบ) 
  • ระดับนายพล เป็นรูปกงจักร ประกอบด้วย พลเรือตรี 2 จักร พลเรือโท 3 จักร พลเรือเอก 4 จักร

** หมายเหตุ บางครั้งขีดกลางของ เรือโท กับ นาวาตรี จะมีขีดบางอยู่ด้านล่างขีดบนซึ่งเป็นขีดหนา ส่วนที่เหลือก็เป็นขีดหนาตามปกติ โดยที่ไม่มีสีทึบ กับ สีเบา มาใช้อีก





วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

เฮลิคอปเตอร์


 เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานชนิดหนึ่ง ที่สามารถขึ้นลงในแนวดิ่งได้ สามารถหยุดกลางอากาศก็ได้ หรือแม้แต่บินถอยหลังก็ยังทำได้ เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานที่หน่วยงานต่างๆ นิยมใช้กันนับตั้งแต่ตำรวจจราจร จนถึงหน่วยกู้ภัย ตั้งแต่ทหารไปจนถึงหน่วยแพทย์จะเห็นประโยชน์จากอากาศยานชนิดนี้ แต่การสร้างเฮลิคอปเตอร์ให้ทำงานได้ไีนั้นยากกว่าการทำให้เครื่องบินบินขึ้นจากพื้นดินเสียอีก วิศวกรที่ประดิษฐ์และพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ต้องใช้เวลานานหลายปีในการทดสอบ
   

รายชื่อเฮลิคอปเตอร์

HAL Dhruv Mk.3 เฮลิคอปเตอร์โจมตีแห่งกองทัพบกอินเดีย

NH Industries NH90 เฮลิคอปเตอร์ขนส่งของนาโต้
Mil Mi-17  เฮลิคอปเตอร์สัญชาติรัสเซีย

รัสเซียจะส่งเครื่องบินรบ YAK-130 ไปยังเบลารุส

YAK-130
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 55 บริษัทผู้ผลิตอากาศยานของรัสเซียรายงานว่า เบลารุส และรัสเซียได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินฝึกแบบ YAK-130 จำนวน 4 ลำ โดยรัสเซียจะส่งเครื่องบินดังกล่าวให้แก่เบลารุส ภายในปี พ.ศ.2558
สัญญาจัดซื้อนี้ลงนามระหว่าง กระทรวงกลาโหม เบลารุส และบริษัทเอียร์คุต (Irkut) ผู้ผลิตอากาศยานสัญชาติรัสเซีย โดยเบลารุสเป็นประเทศแรกในเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States; CIS) ที่จัดซื้ออากาศยานชนิดนี้
เครื่องบินฝึกขับไล่โจมตีแบบ YAK-130 มีระยะบินไกล 2,000 ก.ม. (1,250 ไมล์) ความเร็วสูงสุด 1,060 ก.ม./ช.ม. (600 ไมล์/ช.ม.) สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากถึง 3,000 ก.ก. (6,600 ปอนด์) ซึ่งเครื่องบินฝึกขับไล่โจมนี้ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเครื่องบินฝึกหัดสำหรับกองทัพอากาศรัสเซีย โดยเริ่มประจำการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2552/ RIA Novosti

แหล่งที่มา http://dtad.dti.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=380:defense-news-around-the-world-24-30dec55&catid=3:defense-news&Itemid=3

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

20อันดับกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อันดับ 20  ประเทศยูเครน




อันดับ 19  ประเทศไทย






อันดับ 18  ประเทศอิโดนีเชีย




อันดับ 17 ประเทศอิตาลี




อันดับ 16  ประเทศอียิปต์




อันดับ 15  ประเทศปากีสถาน





อันดับ 14  ประเทศไต้หวัน




อันดับ 13  ประเทศเยอรมนี




อันดับ 12  ประเทศอิหร่าน




อันดับ 11  ประเทศบราซิล




อันดับ 10  ประเทศอิสราเอล



อันดับ 9  ประเทศญี่ปุ่น




อันดับ 8  ประเทศฝรั่งเศส




อันดับ 7  ประเทศเกาหลีใต้




อันดับ 6  ประเทศตุรกี




อันดับ 5  สหราชอาณาจักรฯ




อันดับ 4  ประเทศอินเดีย




อันดับ 3  ประเทศจีน




อันดับ 2  ประเทศรัสเซีย




อันดับ 1  ประเทศสหรัฐอเมริกา

 








NH Industries NH90 เฮลิคอปเตอร์ขนส่งของนาโต้

  NH Industries NH90 เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนส่งขนาดกลาง/ยุทธวิธีหลายบทบาท  สร้างโดย NATO Helicopter Industries โดยความร่วมมือของ 5 ชาติ คือ ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ราคาของ NH90 อยู่ราว 30-35 ล้านยูโร เริ่มบินครั้งแรกในวันที่ 18 ธันวาคม 1995
   ในปี 1985  ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักรร่วมมือกันพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ของ NATO เพื่อใช้ในการลำเลียงในสนามรบ ปราบเรือผิวน้ำและเรือใต้น้ำสำหรับในทศวรรษที่ 1990  วันที่ 1 กันยายน 1992 NH Industries ลงนามในสัญญาเพื่อออกแบบและพัฒนากับ NAHEMA (NATO Helicopter Management Agency) เป็นหน่วยงานที่มีตัวแทนจาก 4 ประเทศร่วมมือกันคือ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ต่อมาโปรตุเกสเข้าร่วมโครงการในปี 2001 
  NH 90 เริ่มออกแบบในปี1993 และได้รับการพัฒนา 2 หลักใหญ่ๆ คือ เพื่อเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนส่งทางยุทธวิธี และเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือรบขนาดกลางของ NATO แต่หลายชาติที่สั่งสร้างได้ขอให้มีการดัดแปลงเฉพาะสำหรับความต้องการของผู้สั่งโครงการมีปัญหาทางเทคนิคและการสนับสนุนทางด้านการเงินในทศวรรษ 1992 ชาติที่ร่วมมือกันในโครงการจึงพร้อมใจกันช่วยสั่งสร้างเป็นจำนวนมากถึง 366 เครื่อง ตามมาด้วยการสั่งสร้างจากชาติในยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย
  บทบาทหลักของ NH90 คือ สามารถขนย้ายทหารพร้อมอุปกรณ์ 20 นาย หรือบรรทุกสัมภาระหนักมากกว่า 2,500 kg ปฏิบัติงานในอากาศ รวมทั้งการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถดัดแปลงติดตั้งเปลสนาม 12 เปลเพื่อการส่งกลับผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บทางอากาศ หรือบรรทุกสินค้าหรือสัมภาระ NH90 มีบทบาทอื่น คือ ปฏิบัติการพิเศษ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสถานีบัญชาการลอยฟ้า ส่งพลร่ม เป็นเครื่อง VIP และ ฝึกนักบิน

รายละเอียด
ลูกเรือ                      2 นาย
ความยาว                 16.13 m
สูง                            5.23 m
เส้นผ่านศูนย์กลางวงใบพัดประธาน         16.30 m
น้ำหนักตัวเปล่า       6,400 kg
บรรทุกได้สูงสุด       4,22 kg
เครื่องยนต์               Rolls-Royce Turbomeca RTM 322-01/9 turboshaft
ความเร็วสูงสุด        300 km/h
พิสัยบิน                  800 km
เพดานบิน              6,000 m
อัตราไต่                 8m/sec


วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

IAI Kfir เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศอิสราเอล

  IAI Kfir เป็นเครื่องบินรบของกองทัพอากาศอิสราเอลที่นิยมใช้กันตั้งแต่ปี 1970 แต่ปัจจุบันกองทัพอิสราเอลได้ยกเลิกการใช้ Kfir แล้ว Kfir จัดอยู่ในเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด คำว่า IAI Kfir มาจากภาษาฮีบรูว์ที่แปลว่า สิงโต  Kfir ถูกพัฒนามาจากเครื่องขับไล่ของฝรั่งเศส Dassault Mirage 5 ที่ติดตั้งระบบอวิโอนิกส์ของอิสราเอล และเครื่องยนต์ GE J79 Turbojet engine ที่อิสราเอลได้รับอนุญาตให้สร้างเอง
สัญลักษณ์ของ Mossad
IAI Kfir ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเพื่องานปฏิบัติการลับของหน่วยสืบราชการลับอิสราเอล (Mossad) หลังประธานาธิบดี เดอโกลด์ (Charles de Gaulle) ของฝรั่งเศสสั่งห้ามขายอาวุธให้อิสราเอล กองทัพอิสราเอลเกรงว่าในอนาคตไม่สามารถมีอำนาจเหนือกว่าประเทศคู่ปรปักษ์ในตะวันออกกลางอีกต่อไป เนื่อจากประเทศเหล่านั้นเริ่มจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยมากขึ้นจากโซเวียตมาใช้งาน ในระยะแรกมีเครื่องยนต์ 2 แบบที่นำมาทดสอบใช้งานกับ Kfir รุ่นใหม่ที่จะพัฒนาขึ้น คือ General Electric J79 และ Rolls-Royce Spey turbofan แต่สุดท้ายเลือกเครื่องยนต์ของ GE มาใช้ เพราะเป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้กับเครื่องบินแบบ McDonnel Douglas F-4 PhanthomII ที่อิสราเอลเริ่มจะจัดซื้อจากสหรัฐฯ 
   Kfir เข้าประจำการในกองทัพอิสราเอลในปี 1973 ฝูงบินแรกที่ได้รับมอบเครื่องบินคือฝูงบินขับไล่ที่ 101 "First fighter" Squadron ใน ปีต่อมาได้ส่งเครื่องบินเข้าประจำการอีกหลายฝูงบิน บทบาทของ Kfir ในการครองอากาศของ IAF มีอายุสั้น เพราะไม่นานหลังจากนั้นได้รับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่า คือ F-15 Eagle จากสหรัฐฯ
   Kfir เข้าสงครามครั้งแรกในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1977 ระหว่างที่อิสราเอลโจมตีค่ายฝึกที่ Tel Azia ในเลบานอน ต่อมาเมื่ออิสราเอลโจมตีทางใต้ของเลบานอนในปี 1982 IAF สามารถใช้ทั้ง F-15 และ F-16 ในการครองอากาศ ปล่อยให้ Kfir ทำภารกิจโจมตีโดยไม่มีการคุ้มกัยทางอากาศ ไม่นานหลังจากนั้นKfir ทั้งหมดได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะดีขึ้นเป็น Kfir C.7 ในปี1990 Kfir ได้รับการปลดประจำการหลังรับใช้ชาติมานานกว่า 20 ปี โดย Kfir ถูกผลิตของมาใช้งานทั้งหมด 220 เครื่อง โดยถูกส่งขายไปในประเทศสหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์และศรีลังกา

รายละเอียด
ลูกเรือ                      1 นาย
ความยาว                 15.65 m
กางปีก                     8.22 m
สูง                           4.55 m
น้ำหนักตัวเปล่า       7,285 kg
น้ำหนักเมื่อบรรทุกเต็มที่       11.603 kg
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด  16,200 kg
เครื่องยนต์               IAI Bedek-Built General Electric J79-J1E turbojet 1กำลังเครื่อง 52.9 kN เมื่อใช้สันดาปท้าย 79.62 kN
ความเร็วสูงสุด       2,440 km/h
รัศมีทำการบิน        768 km
เพดานบินสูงสุด     17,680 m
อัตราไต่                  233m/sec